เพลงยาว

เพลงยาว เป็นชื่อคำประพันธ์ประเภทกลอนชนิดหนึ่ง แต่งได้โดยไม่จำกัดความยาวและมีข้อบังคับทางฉันทลักษณ์เช่นเดียวกับกลอนแปด กล่าวคือ บทหนึ่งมี 4 วรรคและมีจำนวนคำในวรรคหนึ่งๆ ประมาณ 8-4 คำเป็นพื้น ลักษณะที่แตกต่างไปจากกลอนแปดทั่วไปคือ กลอนเพลงยาวต้องขึ้นต้นบทแรกด้วยวรรครับอันเป็น วรรคที่สอง แทนที่จะขึ้นด้วยวรรคสดับอันเป็นพรรคแรก และต้องลงท้ายบทด้วยคำว่า “เอย”
แผนผังของกลอนเพลงยาวจึงมีลักษณะดังนี้

กลอนเพลงยาว มักจะหมายความถึงจดหมายรักที่ชายเขียนถึงหญิง มีเนื้อหาในเชิงเกี้ยวพาราสี ฝากรัก และตัดพ้อเมื่อไม่สมหวัง เพลงยาวในความเข้าใจของคนทั่วไปจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรักเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วเนื้อหาของกลอนเพลงยาวไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักเพียงอย่างเดียว แต่จะแต่งเกี่ยวกับเรื่อง ใดๆ ก็ได้ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวไว้ในประชุมเพลงยาวฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า

“หนังสือจำพวกที่เรียกว่า เพลงยาว คนทั้งหลายมักเข้าใจกันไปว่าเป็นหนังสือแต่งทางสังวาส แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ หนังสือกลอนแปดที่ไม่แต่งเป็นกำหนดเรื่องดังเรื่องนิทาน หรือกำหนดบทเช่นบทละคอน บทดอกสร้อยสักวาแล้ว เข้าในหมวดเพลงยาวทั้งนั้น เพลงยาวที่ว่าด้วยพยากรณ์ก็มี ว่าด้วยทัพศึกก็มี เป็นแต่มีผู้ชอบแต่งกันในทางสังวาสมาก จึงทำให้เข้าใจไปว่า กลอนเพลงยาวเป็นลักษณะบทกลอนสำหรับ การสังวาส”

ส่วนกำเนิดของกลอนเพลงยาวนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นใน สมัยใด ทราบแต่เพียงว่านิยมแต่งกันมากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในสมัย พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นยุคที่มีการแต่งเพลงยาวกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อที่น่าสังเกตว่าคำประพันธ์ประเภทกลอนนั้นน่าจะมีกำเนิดมาก่อนสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลายแล้วในลักษณะของวรรณคดีมุขปาฐะ เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านอื่นๆ และกลอนเพลงยาวที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ปรากฎ น่าจะได้เเก่กลอนเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของพระโหราธิบดี โหรผู้มีความสามารถในการทำนายได้แม่นยำยิ่งนักในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และจะสังเกตได้ว่ากลอนเพลงยาวในระยะแรกนั้นจะไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์ที่เป็นแบบแผนตายตัว จำนวนคำในเเต่ละวรรคมีได้ตั้งแต่ 6-15 คำ และจากการที่จำนวนคำในแต่ละวรรคไม่คงที่เช่นนี้ การรับส่งสัมผัสจึงมีลักษณะไม่คงที่ตามไปด้วย

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ กลอนเพลงยาวได้พัฒนาไปอย่างมากทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา อาจจะกล่าวได้ว่าสุนทรภู่เป็นผู้ที่ทำให้กลอนเพลงยาวมีรูปแบบ ฉันทลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น จากจำนวนคำที่ไม่แน่นอนมาเป็นการใช้คำ 8-9 คำ ในแต่ละวรรคอย่างสม่ำเสมอ มีการรับส่งสัมผัสระหว่างวรรคอย่างคงที่ รวมทั้งยังมีสัมผัสในอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความไพเราะยิ่งขึ้นด้วย และรูปแบบที่สุนทรภู่คิดขึ้นมีลักษณะเหมือนกลบทที่มีชื่อว่า “ทิพย์วารี” หรือ “มธุรสวาที” นี้ ก็ได้กลายเป็นต้นแบบของกลอนเพลงยาวในสมัยต่อมา ส่วนเนื้อหาของกลอนเพลงยาวในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งที่แต่งเป็นนิราศ เช่น กลอนเพลงยาว รบพม่าที่ท่าดินแดง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งแม้จะไม่ใช่กลอนเพลงยาวที่แต่งเป็นนิราศเรื่องแรกของไทย เพราะแต่งหลังเพลงยาวของ หม่อมพิมเสนซึ่งมีลักษณะนิราศ เเละเชื่อกันว่าเป็นผลงานในสมัยอยุธยา แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมนำกลอนเพลงยาวมาแต่งเป็นนิราศในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในผลงานของสุนทรภู่ได้แก่ นิราศกลอนเพลงยาวต่างๆ เช่น นิราศ เมืองแกลง เป็นต้น