เพลงปรบไก่

เพลงปรบไก่ เป็นเพลงร้องโต้ตอบโบราณร่วมสมัย กับเพลงเทพทอง เดินบ้างเต้นบ้างเป็นวงรอบปรบมือพร้อมกันเป็นจังหวะ มีร้องส่งพิณพาทย์ และเล่นเข้าเรื่อง ได้ด้วย เล่นได้ไม่จำกัดเทศกาลเช่น งานฉลอง งานโกนจุก งานแก้บน ฯลฯ การร้องรับมักมีคำว่า “เอ่ชา ไฮ้” หรือ “ฉ่าชา เอชา” บางคนเรียกว่าเพลงตบไก่ ปัจจุบันยังพบคณะเล่นอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี นครปฐม

ประวัติ เพลงปรบไก่เป็นเพลงเก่าแก่มากมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือแม่เพลงชนิดนี้จะเล่นกันตั้งแต่ 200 กว่าปีก่อน แต่ปัจจุบันก็ยังมีคณะเล่นหลงเหลืออยู่ผิดกับเพลงเทพทองซึ่งหมดคณะร้อง และหาคนเล่นไม่ได้อีกแล้ว

คณะเพลงที่ยังร้องเล่นได้มี 3 คณะ ได้แก่ คณะแม่เหม อินทรสวาท อำเภอ สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นเพเดิมอยู่ที่จังหวัดราชบุรี

คณะนายล้น ทวีสุข อำเภอบ้านลาน จังหวัดเพชรบุรี คณะแม่สนิท อรชร อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดมีกล่าวถึงอยู่ในหนังสือ ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี หน้า 33, 38 และ 42 เป็นหมายรับสั่งเรื่องโปรดเกล้าฯให้สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกต ที่ท่าเจ้าสนุก จังหวัดสระบุรี เมื่อ จ.ศ. 1141 หรือ พ.ศ. 2322 (206 ปีมาแล้ว นับจาก พ.ศ. 2528 นี้) ปลายสมัยกรุงธนบุรี โดยกล่าวถึงมหรสพในงานฉลองว่า

กลางวัน ละครหลวงวิชิตณรงค์โรงหนึ่ง วันละ 3 ตำลึง 3 วัน
เงิน 9 ตำลึง ช่องระทาวันละ 3 โรงๆ ละ 1 บาท วันละ 3 บาท
3 วัน เงิน 2 ตำลึง 1 บาท เพลงเทพทอง นายอ้น ทองดี วันละ
1 ตำลึง 3 วัน เงิน 3 ตำลึง ปรบไก่ นายแก้ว อำแดงนุ่ม วันละ
1 ตำลึง 3 วัน เงิน 3 ตำลึง ญวนหก วันละ 1 ตำลึง 2 บาท….
ปรบไก่นายแก้ว อำแดงสน 17 ตำลึง 2 บาท…
.

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชื่อเพลงปรบไก่ก็ได้รับการกล่าวถึงตามวรรณคดี ต่างๆ อยู่ไม่น้อย เช่น ในบทละคร เรื่อง อุณรุท พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ตอน 42 (ตอนจบ) กล่าวว่า เมื่อพระอุณรุทเสด็จกลับมายังกรุงณรงกา มีมหรสพฉลองคือ

เหล่าพวกหกคะเมนไต่ลวด
ประกวดกรฟ้อนแพนดูขยัน
เสียงมงครุ่มผาลาระเบ็งบัน
ปรบไก่ ประชันเทพทอง

ในหนังสือ กฎหมายตราสามดวง ตอนที่ว่าด้วยกฏพระสงฆ์ จ.ศ. 1163 หรือ พ.ศ. 2344 มีตอนหนึ่งกล่าวถึงพระสงฆ์ที่ประพฤติตนไม่สมควรแก่สมณรูปหลายๆ อย่าง เช่น

กลางวันเข้าถ้ำร้องลคอน หยอกสีกา กลางคืนก็ลำนำ
คลุมศีรษะตามกัน ตีวงร้อง ปรบไก่ ดูจฆะราวาษ
ลางจำพวกเป็นนักสวด….

นอกจากนี้ ชื่อเพลงปรบไก่ก็ยังได้รับการเอ่ยชื่อไว้ในหนังสืออื่น ๆ อีกเช่น อิเหนา ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น

เพลงปรบไก่ยังได้รับความนิยมมาอีกนาน สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ ทั้งยังได้รับการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงไว้อีกด้วย

การเล่นเพลงปรบไก่ (ระดับอาชีพ) ในกรุงคงค่อยๆ ซบเซาไปหลังสมัยรัชกาลที่ 6 คงมีแต่ตามหัวเมืองบางแห่งและในที่สุดก็เหลือเพียงไม่กี่ตำบลที่มีคณะเพลงหลงเหลืออยู่ สำหรับคณะเพลงที่พบในปัจจุบัน ที่จังหวัดสุพรรณบุรีจะเล่นในงานแก้บน ซึ่งก็นานๆ ครั้ง ที่จังหวัดเพชรบุรี เล่นในงานไหว้ศาลหมู่บ้านประจำปี เพ็ญเดือน 6 (วิสาขบูชา) ส่วนทางนครปฐม จดจำมาเล่นไม่ได้เอาจริงเอาจัง

พ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าหลายคนรู้จักเพลงปรบไก่กันดีแต่ไม่ได้หัดเพราะกำลังนิยมเพลง ฉ่อยเพลงทรงเครื่องอีกทั้งเพลงปรบไก่ เทพทองนั้นเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องค่อนข้างหยาบ เข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากพิธีกรรมกลอนเพลงปรบไก่ที่มักจำกันทั่วไปมีอยู่ 2-3 บท เช่น

เล่นเพลงตบไก่ หัวไหล่ยอก
เงินเฟื้องไม่ถึงเงินสลึงไม่ออก
ไก่มันตีจน "สี" (คำเพี้ยนอวัยะเพศหญิง) ถลอก
เอามีดไปปอกน้องเอย
หรือ

เล่นเพลงที่โคกมะขาม
ได้เงินมาสามตำลึง
จะซื้อกล้วยปอก เอามาตอกสีมึง
แม่ยอดตำลึงแดงเอย

อุปกรณ์ประกอบการเล่น วงพิณพาทย์ 1 วง

การเล่น ในที่นี้จะนำวิธีการเล่นของชาวบ้านดอนข่อย อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มาแสดงให้เห็นตัวอย่าง โดยสรุปจากวิทยานิพนธ์เรื่อง วิเคราะห์เปรียบเทียบเพลงปรบไก่ บ้านดอนข่อย และกรมศิลปากรของอาจารย์จรรยา ตัณฑ์โพธิ์ประสิทธิ์ และอาจารย์พรทิพย์ จิรเมธาธร เสนอต่อ วิทยาลัยครูเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

1. พ่อเพลงอาวุโสว่าบทสัคเค คือ บทชุมนุมเทวดาบางทีเรียกบทเบิกด่าน
เชิญเจ้าต่างๆ รวมทั้งพ่อปู่ผู้เป็นเจ้าที่ประจำหมู่บ้านมาชุมนุมกันเพื่อเป็นสวัสดิมงคล แก่ผู้เล่น (บทนี้ใช้เฉพาะเมื่อเล่นที่ศาลหลวงพ่อปู่ ในพิธีแก้บน หรือไหว้ศาลประจำปีเท่านั้น ถ้าไปเล่นที่แห่งอื่นเวทีอื่นแล้ว ไม่ต้องว่า ให้ว่าบทไหว้ครูในข้อที่ 2 เลย)

2. ชายไหว้ครูโดยการนั่งพับเพียบ มือทั้งสองถือพานกำนลในระดับหน้าอก
แล้วร้องเพลงไหว้ครู ไม่มีการรำจะว่าคนเดียวหรือกี่คนก็ได้ ใครว่าก็รับพานไปถือ

3. หญิงไหว้ครู นั่งพับเพียบเช่นกัน ไม่มีการรำ

4. ชายเปลี่ยนท่าเป็นนั่งคุกเข่า ร้องเพลงสาธุการรำลึกถึงผู้มีพระคุณคล้าย
ไหว้ครู พร้อมกันนั้นก็เริ่มรำไปด้วย (ครึ่งตัวในท่าคุกเข่านั้น)

5. หญิงคุกเข่าร้องสาธุการและรำบ้าง

6. จากนั้นทุกคนลุกขึ้นยืน แล้วเดินรำเป็นวงกลมร้องเพลงส่งพิณพาทย์
การรำส่งเพลงนี้จะทำเพื่อคั่นบทต่าง ๆ ทุกครั้งเช่น เมื่อร้องเกริ่นจบ (ก่อนจะขึ้นบทประ)หรือก่อนร้องตับต่าง ๆ เรียกการรำนี้ว่ารำส่ง หรือติดวง (ในการบนบาน จะมีคำกล่าว ตกลงว่าบนกี่วง หมายถึง รำส่งกี่ครั้งนั่นเอง รำส่งครั้งหนึ่งนับเป็นวงหนึ่ง)

7. พ่อเพลงเดินจากวงเพลงที่ล้อมอยู่ เข้าไปหาแม่เพลง ร้องเชิญฝ่ายหญิงให้
ออกมาว่า เพลงปรบไก่กัน และแม่เพลงร้องตอบ เรียกว่า เพลงเกริ่น

8. ว่าประบทต่าง ๆ ทั้งตับเบ็ดเตล็ดและว่าโต้เข้าเรื่อง เรื่องที่เล่นได้แก่
ไกรทอง ขุนช้าง ขุนแผน ไชยเชษฐ์

ตับเพลงมีทั้งตับเกี้ยวพาราสีใช้ถ้อยคำธรรมดา และตับที่ว่าแก้กันด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน ออกกลอนแดง

วิธีว่าเพลง จะเป็นอย่างข้อ 7. คือถ้าชายจะว่ากับหญิงก็เดินไปหาหญิงซึ่งยืนล้อมวงอยู่ เหมือนคนอื่นๆ เมื่อว่าโต้ตอบกันแล้วก็ถอยกลับไปยืนตรงที่เดิม ส่วนหญิงก็ปฏิบัติในแนวเดียวกัน การร้องรับของลูกคู่ มีคำว่า เอ่ชาไฮ้ มีการตบมือให้จังหวะด้วย

9. หลังจากเล่นเพลงกันนานตามกำหนดเวลาแล้ว ก็ร้องบทลาโดยทุกนั่งพับ
เพียบประนมมือร้องอวยพรผู้ชม และลากลับบ้าน ถ้าแสดงที่ศาล หรืองานแก้บน จะร้องเชิญเจ้ากลับไปยังถิ่นฐาน

โอกาสที่เล่นนอกเหนือจากงานแก้บนแล้วมี เช่น งานกฐิน งานโกนจุก งานบวชนาค งานแต่งงาน และงานอื่นๆ ตามแต่โอกาส ไม่จำกัดเทศกาล

อนึ่ง มีหลักฐานเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ตอนหนึ่งที่สมควรนำมากล่าวในที่นี้ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการเล่นแต่ครั้งนั้น

เรื่อง "เรื่องขับร้อง" พระนิพนธ์กรมหมื่นสถิตยธำรงสวัสดิ์ ลงในหนังสือ วชิรญาณวิเศษ ปีที่ 4 (พ.ศ. 2432) หน้า 265 กล่าวไว้ว่าดังนี้

เพลงปรบไก่นั้น มีชาย 2 หญิง 2 เรียกว่า ต้นเพลงท้ายเพลง มีลูกคู่รับทั้ง 2 ฝ่ายๆ ละ 9 คน 10 คน เดินบ้างเต้นบ้างเปนวงรอบ ตบมือพร้อมๆ กันเปนจังหวะ ร้องแก้กันคนละบท ต้นเพลงฝ่ายขายร้องก่อนท้ายเพลงฝ่ายชาย จึ่งร้อง แล้วถึงต้นเพลงฝ่ายหญิงตอบกับต้นเพลงฝ่ายชาย แล้วถึงท้ายเพลงฝ่ายหญิงตอบกับท้ายเพลงฝ่ายชาย ร้องคั่นกันดั่งนี้ร่ำไป เรื่องที่ร้องนั้นร้องได้ทั้งสิ้นไม่ว่าเรื่องใดความใด แล้วมีร้องลำนำส่งพิณพาทย์ และมีรำมีโลมทำนองละครอย่างเตี้ยๆ ด้วยเล่นได้ ทั้งกลางวันและกลางคืนในการมงคลทั้งปวง

ในวงการเพลงไทยเดิม มีหน้าทับอยู่แบบหนึ่ง เรียกว่า หน้าทับปรบไก่ แปลงมาจากคำร้องรับของลูกคู่เพลงปรบไก่ด้วย

ตัวอย่างเพลงปรบไก่
แม่เหม อินทร์สวาท และนายภู่ ขำเปล่ง

บทไหว้ครู

เหม สิบนิ้วลูกจะขอเอย ยกขึ้นเสมอเศียร (ฮุ้ย)
ไหว้ทั้งธูปทั้งเทียน ไหว้แล้วก็บูชา
(รับ จะไหว้ทั้งธูป เอยทั้งเทียน
จะไหว้ทั้งธูปทั้งเทียน
ไหว้แล้วก็บูชา ฉ่าชา เอชา เอชา ฮุ้ย)

สิบนิ้วเอย ยกขึ้นเสมอเกศ (ฮุ้ย)
จะไหว้พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ล้ำไตรเพศ (ฮุ้ย)
ไหว้พระปิฎกปกเกศ ลูกมาแต่น้อยๆ
(รับ ไหว้พระปิฎกปกเกศ
เอยไหว้พระปิฎกปกเกศ
มาแต่น้อยๆ ฉ่าชา เอชา เอชา ฮุ้ย)

ลูกจะยกหัตถ์ขึ้นนมัสการ
ไหว้พ่อเจ้าด่านเอ๋ยไพร (ฮุ้ย)
เป็นที่ยึดที่หน่วง
เจ้าพ่อเขาหลวงลูกก็ไหว้ (ฮุ้ย)

ลูกมานั่งคอยไปเสียน้อยเมื่อไหร่

เอ๋ยเถิดเอย
(รับ ลูกมานั่งคอยไปเสียน้อยเมื่อไหร่
ฉาดชา เอชา เอชา ฮุ้ย)