เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวใช้สำหรับร้องในขณะลงแขกเกี่ยวข้าว เนื่องจากการทำนาเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านานแล้ว เพลงเกี่ยวข้างจึงเกิดมีมานานแล้วเช่นกัน โดยปกติชาวนาจะเริ่มทำการไถหว่านปักดำข้าวในราวเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นฤดูฝน และจะเริ่มเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคมพันธุ์การเก็บเกี่ยวถ้าไม่รีบทำย่อมเกิดความเสียหายได้ จึงต้องเรียกคนมาช่วยกัน ซึ่งเรียกว่า "ลงแขก" เมื่อมีคนมาชุมนุมกันมากในขณะทำงานหรือหยุดพักผ่อน จึงเกิดการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวขึ้น เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ดับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพลงเกี่ยวข้าวนี้นิยมเล่นเฉพาะในฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้น และมักเล่นกันในขณะเกี่ยวข้าว คำร้องมักมีใจความไต่ถามถึงการทำนาและเกี้ยวพาราสีกัน ดังนั้นสิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเกิดประโยชน์ในทางปลูกฝังความสามัคคีระหว่างเพื่อนบ้านในอาชีพเดียวกัน การสมาคมระหว่างชายหญิงตลอดจนทำให้เกิดนิสัยรักในทางกาพย์กลอน ฝึกให้เป็นคนเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบอีกด้วย

สถานที่เล่นเพลงเกี่ยวข้าวคือในท้องนา หรือลานหน้าโรงนา การแต่งกาย ก็แต่งแบบพื้นเมือง วิธีเล่นก็แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชาย และ ฝ่ายหญิง ฝ่ายละ กี่คนก็ได้ ไม่จำกัดโดยปกติจะเป็นฝ่ายละ 5-6 คน แต่ละฝ่ายจะมีหัวหน้าหนึ่งคนเรียกว่า "พ่อเพลง" และ "แม่เพลง" ผู้เล่นทุกคนถือเคียวมือหนึ่ง ก่อนจะเล่นพ่อเพลงและแม่เพลงจะต้องว่าบทไหว้ครูก่อน โดยพ่อเพลงจะเป็นผู้เริ่มก่อนแล้วแม่เพลงจึงจะไหว้ครูบ้าง ขอยกตัวอย่างบทร้องจากหนังสือประเพณีการเล่นพื้นเมืองของกองวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้


ตัวอย่างบทไหว้ครู

ยกหัตถ์เหนือหว่างคิ้ว
ทั้งสิบนิ้วประทุมทอง
จะไหว้พระแท่นศิลาอาสน์
ไหว้พระบาทที่ท่านจำลอง
จะเล่าแต่ต้นให้วนเวียน
ถึงพ่อค้าเกียนเจ้าขายของ
คืนเข้าธานินทร์กบิลพัสดุ์
ได้เป็นกษัตริย์ครอบครอง
ได้คู่เคียงมาร่วมภิรมย์
มีนางสนมเนืองนอง
พอบุญมาเตือนก็เคลื่อนคลา
ทิ้งภริยาที่ร่วมห้อง
ไปบรรพชารักษาพรต
สละหมดทั้งข้าวของ
ให้เป็นมงคลอยู่บนสมอง
ลูกที่ในท้องนาเอย
ลูกจะไหว้ศรีพระแม่โพสพ
แม่นพดารา
นางพระแม่ธรณีแม่คงคา
ลูกก็ไหว้
ให้มาปกเกล้าปกผม
ลูกรักดั่งร่มโพไทร
ไหว้ครูเสร็จสรรพ
ลูกจะคำนับคุณใหม่
ไหว้บิดามารดา
ที่ท่านเลี้ยงมาจนใหญ่
ได้อาบน้ำป้อนข้าว
มาแต่ตัวเรานี้กะไร
ทั้งน้ำขุ่นมิให้อาบ
ขมิ้นหยาบมิให้ทา
ท่านเอาลูกใส่ในแปล
ร้องโอ้ละเห่และช้าไกว


เมื่อไหว้ครูเสร็จแล้วก็จะเริ่มว่าแก้กันต่อไป ในระยะที่ว่าเพลงมือที่กำต้นข้าวและเคียวก็รำไปตามจังหวะและคำร้อง กลอนและทำนองของเพลงเกี่ยวข้าวนี้คล้ายคลึงกับเพลงเรือแต่ใช้เวลาเล่นน้อยกว่าและเล่นเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น



ตัวอย่างบทปลอบ
ชาย

พี่จะขอฟังสำเนียงน้อง
แม่เอ๋ยร้องรำว่า
พี่เข้ามาปลอบทรามสงวน
ทั้งกาลก็จวนเวลา
ขอเชิญแม่เยื้อนเอื้อนโอษฐ์
เถิดแม่พวงมะโหดสุมนา
แม่งามประกอบจงตอบวาจา

เถิดแม่ดอกจำปา เอย
ถ้วนกำหนดสามบท
แม่งามประกอบไม่ตอบมา
เสียแรงที่มาวอนแม่ยอดรัก
อยู่ก็เป็นนักเป็นหนา
ขอเชิญน้องร้องน้องรำ
อย่าให้พี่ชายขายหน้า
ที่เพื่อนเข้ามาเลย เอย
หญิง

แต่พอพี่เอยทรามเชยก้อร้อง
ตอบสนองสนทนา
ฉันเสียแค่นของพี่ไม่ได้
ซังจะตายจำจะว่า
ไหนๆก็ได้เข้ามาปลอบ
แล้วจำจะตอบวาจา
มีให้พี่ชายขายหน้า
ที่เพื่อนเข้ามาดอก เอย


เพลงที่ใช้ร้องในขณะเกี่ยวข้าวมักจะเป็นกลอนสั้น ๆ ตัวอย่างเช่น

คว้าเถิดหนาแม่คว้า
รีบตะบึงให้ถึงคนนา
จะได้พูดจากัน เอย

เกี่ยวเถิดหนาแม่เกี่ยว
อย่ามัวแลมัวเหลียว
เคียวจะบาดมือ เอย

เกี่ยวข้าวแม่ยาย
ผักบุ้งผักหวาย
พันที่ปลายกำเอย

คว้าเถิดหนาแม่คว้า
ผักบุ้งสันตะวา
คว้าให้เต็มกำเอย


ขอสังเกตสำหรับเพลงเกี่ยวข้าวคือ ใช้กลอน (ฉันทลักษณ์) แบบเพลงเรือแต่เวลารับลูกคู่จะรับบาทท้ายว่า "เฮ้ เอ้า เฮ้ เฮ้" ไปเรื่อยๆ เป็นการกระทุ้งซึ่งจะช่วยให้สนุกครื้นเครงขึ้น

เพลงเกี่ยวข้าวนี้บางท้องที่เช่น อ่างทอง เรียกว่า เพลงเต้นกำ หมายถึงการร้องที่มีลูกคู่รับ "เฮ้ เอ้า เฮ้ เฮ้" ซึ่งทำนองจะต่างไปจากเพลงเรือเล็กน้อย (แต่ฉันทลักษณ์ยังคงเป็นแบบเพลงเรือ)

การเล่นเพลง "เต้นกำ" นั้น พ่อเพลงแม่เพลง ไม่ต้องเกี่ยวข้าวด้วยเพราะถือว่ามีหน้าที่เพียงเล่นเพลง การเล่นต้องมาตั้งวงกัน มือซ้ายถือข้าว มือขาวถือเคียว แล้ว ร้องรำไปอย่างสนุกสนาน การควงเคียว ควงข้าว ต้องบรรจบกันพอดีที่ตรงหน้าเสมอจึงอาจจะลำบากบ้างสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นพ่อเพลงแม่เพลง

ตัวอย่างบทไหว้ครู เพลงเต้นกำ (เกี่ยวข้าว) ของอ่างทองได้จาก นายบุญเผื่อน โพธิ์ภักดิ์ พ่อเพลงผู้มีชื่อเสียงของอ่างทองในปัจจุบัน (อายุ 61 ปี พ.ศ. 2520)


จะยกบายศรีขึ้นสี่มุม
จะไหว้พระภูมิเจ้าท้องนา
เหล้าขวดไก่ตัว
มาเซ่นที่ท้องนา
มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย
(เอิงเอย เพลงเอย
มานั่งในคอ ช่วยต่อปัญญา
มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย
เอิงเอ้ย เพลงเอย
เอ้าปัญญา เอ้าปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย)


บทไหว้ครูจะสั้นหรือยาวเท่าไรก็ได้ ถ้าไหว้พอเป็นพิธีก็อาจว่าสั้นๆ เพียง คำสองคำ (บทสองบท) ดังเช่นที่ยกตัวงอย่างมาแล้ว ต่อจากนั้นก็เกริ่นแล้วจะเล่นเป็นชุดหรือเป็นบทปลีกย่อยก็ตามแต่จะคิดกัน

ตัวอย่างบทปลอบ (ของพระพร้อม วัดปากน้ำใต้ กรุงเทพมหานคร อดีต พ่อเพลงชาวอ่างทอง (อายุ 73 พรรษา พ.ศ. 2520)


ไหว้ครูสำเร็จ เสร็จสก
ขยายยกเป็นเพลงปลอบ (รับ เฮ่ เอ้า เฮ้ เฮ้)
หาไหนไม่เทียม เรี่ยมแล้ว
ไม่มีคนเสมออย่างฟ้าครอบ
ขอเชิญมาเล่นเต้นกำสักรอบ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย
(ลูกคู่รับ เอ้าเอย เพลงเอย ขอเชิญมาเล่นเต้นกำสักรอบ ๆ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย)
ขอเชิญมาเต้นกำสักรอบ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงด้วย (รับ เฮ้ เอ้า เฮ้ เฮ้)
จิตใจเจ้าไม่สมเพช
พี่จะเป่าด้วยเวทย์มหาระรวย (รับ)
เดชะ พระคุณขลัง
ให้เล่นกันด้วยนางเอย
(ลูกคู่รับ เดชะพระคุณช่วยๆ ให้เล่นกันด้วยนางเอย)


กลอนที่ชาวบ้านนำมาร้องอาจเป็นกลอนโบราณที่เห็นว่ามันเพราะจึง จดจำเป็นแบบอย่างมาร้องหรือโดยมากเป็นกลอนสด ร้องว่ากันสดๆ เพราะไม่จำเป็นต้องแต่งเตรียมไว้ก่อน ดังนั้นเพลงเหล่านี้จึงไม่ค่อยมีคนจดบันทึกไว้ บางเพลง (เช่นที่ยกตัวอย่างมา) จะสั้นบ้างยาวตามแต่ปฏิภาณของพ่อเพลงแม่เพลงที่คิดจะร้องออกมา

เพลงเกี่ยวข้าวบ้านเล่นกันจริงๆ ในฤดูเกี่ยวข้าวนั้น ในปัจจุบันสูญหายไปนานแล้ว เพราะสภาพการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จนชาวนาไม่อาจจะมาสนุกสนานอย่างนี้ ได้อีก เฉพาะที่จังหวัดอ่างทองนั้นผู้ที่ที่เคยเล่นเพลงเกี่ยวข้าวเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เพลงเกี่ยวข้าวนี้ เพิ่งหมดไป เมื่อตอนที่ถนนกรุงเทพฯอ่างทองตัดเข้าไปถึงประมาณ 30 ปีมาแล้ว

นางทองห่อ พูลสวัสดิ์ อายุ 95 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ 6 ตำบลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นแม่เพลงพื้นบ้านของตำบลนครหลวง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในการทำนาเป็นเพลงที่ร้องเล่นจริงๆ ในท้องนา ก็คือ เพลงเกี่ยวข้าว ที่มีลูกคู่ร้องรับกันว่า เฮ้เฮ้ เล่นกันตอนเกี่ยวข้าวกันในนา ท่าทางที่เกี่ยวข้าวนั้นไม่เหมือนกับที่กรมศิลป์เขาเล่นกัน ชาวบ้านเวลาร้องจะควงเคียวและ กำข้าวตวัดรวมไว้ ที่ระดับไหล่ ไม่ได้ก้มลงทำท่าแบบเกี่ยวข้าว ท่วงทำนองเพลงเมื่อให้ร้องให้ฟังจะปะติดปะต่อจำไม่ค่อยได้ ท่านออกตัวว่าเพลงพวกนี้ ถ้าไม่ได้เล่นกันต่อเนื่องก็จะลืมๆ ไป เพราะใช้จำกันไม่ได้จดไว้ เวลาเล่นก็หาคำยอกย้อนว่ากันเฉพาะหน้า เนื้อหาของเพลง ว่ากันเรื่องนา เรื่องโคก เรื่องข้าว เรื่องเคียว แล้วแต่ว่าคำร้องจะไปคุ้ยเรื่องอะไรก่อนก็ว่ากันไป เคยมีโอกาสเล่นเพลงเกี่ยวข้าวรับเสด็จในหลวงและ พระราชินีที่ทุ่งมะขามหย่อง ตอนที่ท่านได้ทรงมาเกี่ยวข้าวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2539 นางทองห่อได้ร้องเพลงเกี่ยวข้าวตอนหนึ่งให้ฟังว่า “ข้าวพวงรวงสั้น พระองค์ท่านได้แจกมา ทั้งข้าวพวงรวงใหญ่ เจ้าฟ้าชายแจกมา ฉันปักดำหลายกำกล้าไว้ในนานางเอย” และรับขวัญแม่โพสพว่า “คว้าคันฉายน้อยมาห้อยกระเช้า ฉันจะไปรับขวัญข้าวที่ทุ่งนา จะไปรับแม่โพสพ แม่นพดารา ขอเชิญแม่ลีลาเข้ายุ้งเข้าฉาง แม่อยู่หัวระแหงหรือแฝงอยู่ในกอหญ้า หรือในท้องนก ท้องหนู ท้องปูท้องปลา ขวัญแม่มาเข้ายุ้งเข้าฉาง...กิ๊ว” ท่านได้เสริมว่า ที่จริงเพลงพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นเพลงเรือ เพลงระบำ ก็เป็นเพลงที่พวกที่ทำนาเล่นกัน ชั่วแต่ว่าจะเป็นเทศกาลเกี่ยวกับอะไรก็ร้องเพลงที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนั้น

นางชำเลือง ผสมจันทร์ วิทยากรท้องถิ่น
ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มา : ฉลอง กล่ำเจริญ, 16 ตุลาคม 2547
นางชำเลือง ผสมจันทร์ อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 6 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ทำหน้าที่อัญเชิญแม่โพสพเข้าสู่ลาน และได้เล่าให้ฟังว่า ทำพิธีนี้โบราณทำสืบต่อกันมา ต้องใช้ผู้หญิงเชิญเท่านั้น เมื่อเสร็จพิธีเชิญจะเก็บข้าวที่ตกในท้องนาเป็นพิธีใส่กระเช้าหรือกระบุงที่ใส่เครื่องสังเวยไปห้อยขอคันฉาย แบกกลับมาที่ลานนวดข้าว ขณะที่เดินกลับ ห้ามเหลียวหลัง เดินมาเรื่อยๆ ใครทักต้อง ไม่พูดโต้ตอบด้วย เชื่อกันว่าแม่โพสพจะหนีกลับไปจนกว่าจะถึงลานนวดข้าว แต่ปัจจุบันนี้คงไม่มีโอกาสได้ร้องอัญเชิญอีกเพราะขั้นตอนในการทำนาเปลี่ยนไปไม่ต้องใช้แรงคน เกี่ยวข้าว ไม่ต้องนวดข้าว และนอกจากจะเป็นผู้ทำพิธีแล้ว นางชำเลือง ผสมจันทร์ ยังเป็นลูกคู่ร้องเล่นเพลงเกี่ยวข้าวร่วมกับนางทองห่อ พูลสวัสดิ์ อีกด้วย

นางบุญจันทร์ ผสมจันทร์ วิทยากรท้องถิ่น
ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มา : ฉลอง กล่ำเจริญ, 16 ตุลาคม 2547

นางบุญจันทร์ ผสมจันทร์ อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 6 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ให้ข้อมูลลำดับขั้นตอนของการทำนา เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินในท้องนาเพื่อปลูกข้าวทำขวัญแม่โพสพในช่วงตั้งท้อง และการรับขวัญแม่โพสพเชิญเข้าสู่ลานนวดข้าว ทำขวัญลาน และการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เล่นใน ทุ่งนาตอนเกี่ยวข้าว เป็นลูกคู่ร้องรับไปกับนางทองห่อ พูลสวัสดิ์ แม่เพลง

นางกระแสร์ แพรดำ วิทยากรท้องถิ่น
ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มา: ฉลอง กล่ำเจริญ, 16 ตุลาคม 2547
นางกระแสร์ แพรดำ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ 6 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมให้ข้อมูลและเป็นลูกคู่ร้องรับการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว นอกจากนี้ยังเป็นผู้ประสานให้พบวิทยากรในท้องถิ่น ให้ความสะดวก การบริการ ทำหน้าที่ผู้ช่วยวิจัยได้อย่างดียิ่ง

นายประสาน เสถียรพันธุ์ วิทยากรท้องถิ่น
ตำบลสำพะเนียง อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มา: ฉลอง กล่ำเจริญ, 17 เมษายน 2548
นายประสาน เสถียรพันธุ์ อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ 2 ตำบลสำพะเนียง อำเภอ บ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับราชการเป็นผู้ปฏิบัติการสอน 2 ระดับ 7 สอนวิชาสังคมศึกษา และวิชา (เพิ่มเติม) วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ท่านได้ให้ข้อมูลว่าอำเภอบ้านแพรกเป็นอำเภอที่มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรม เพลงพื้นบ้าน การละเล่นมีมากมาย โดยเฉพาะเพลงเกี่ยวข้าว ในสมัยก่อนเมื่อเวลา ลงแขกเกี่ยวข้าว บรรดาพ่อเพลงแม่เพลงที่มาช่วยงานก็จะมาร่วมเล่นเพลงกัน สถานที่เล่นในช่วงเวลานั้นจะว่าเพลงกันที่บ้านตานี ยายโล่ บริเวณวัดหลวงพ่อเขียว อีกแห่งหนึ่งคือบริเวณนาบึง เป็นนาที่อยู่ใกล้ๆ วัดหลวงพ่อเขียว เป็นหนองที่มีน้ำลึกมาก บริเวณนี้จะปลูกข้าวหมักข้าวจะแก่ทีหลังเมื่อลงแขกนาอื่นๆ แล้วจะร่วมกันลงแขกที่นาบึงเป็นนาสุดท้าย เพราะฉะนั้นก็จะมาร่วมเกี่ยวข้าว มาร่วมเล่นเพลงกันเต็มที่
จากข้อมูลของนายประสาน เสถียรพันธุ์ ที่ได้สัมภาษณ์ และบันทึกเพลง เกี่ยวข้าวจากนางหอมฟุ้ง พูนทรัพย์ เก็บไว้ที่ศูนย์วัฒนธรรมบ้านแพรก ทำให้ทราบว่า เพลงเกี่ยวข้าวที่อำเภอบ้านแพรกเล่นสืบต่อกันมานานกว่า 100 ปี เพิ่งมาเลิกเล่นไปในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมา เพราะวัฒนธรรมของการทำนานั้นเปลี่ยนไป
นอกจากนี้นายประสาน เสถียรพันธุ์ ท่านยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มารดาของท่านเอง คือ นางเป้า เสถียรพันธุ์ เวลาจะหว่านข้าว ยังต้องใช้คาถา ในขณะที่ หว่านข้าว ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ข้าวที่หว่านไปนั้นได้ผลสมบูรณ์
คาถาหว่านข้าว (ตั้งนะโม 3 จบ) “คุ้มหอก คุ้มไก่ คุ้มไร่ คุ้มนา คุ้มนก คุ้มหนู คุ้มปู คุ้มปลา คุ้มตะกวดและเหี้ย คุ้มเพลี้ยและนก หนอนนกอัปรีย์ อย่าให้มีเข้ามา สัพภะราภัง ภะวันสุเม”

นางหอมฟุ้ง พูนทรัพย์ (ควรแย้ม) แม่เพลงพื้นบ้าน
ตำบลคลองน้อย อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มา: ฉลอง กล่ำเจริญ, 17 เมษายน 2548
นางหอมฟุ้ง พูนทรัพย์ อายุ 100 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 2 บ้านห้วยชัน ตำบลคลองน้อย อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสามารถเฉพาะตัวในเรื่อง เพลงพื้นบ้านหลายประเภท เช่น เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงลิเก เพลงแห่นางแมว นางหอมฟุ้ง พูนทรัพย์ เป็นแม่เพลงรุ่นสุดท้ายของชาวอำเภอ บ้านแพรก เป็นญาติกับ นายหอมหวน นาคศิริ ราชาลิเกของเมืองไทย โดยเฉพาะในเรื่องของเพลงเกี่ยวข้าว นางหอมฟุ้ง พูนทรัพย์ ได้เล่าให้ฟังเมื่อถึงเวลาลงแขกเกี่ยวข้าว ตัวท่านเองจะแต่งตัวใส่ทองทั้งสองข้อมือ สวมเสื้อแขนยาวแค่ศอก นุ่งโจงกระเบน สวมงอบ ไปเล่นเพลงกันโดยเฉพาะ ท่วงทำนองเพลงเกี่ยวข้าว ร้องเล่นกันอยู่ 2 ทำนอง คือ เพลงเกริ่น และเพลงเต้น เพลงเกริ่นร้องไหว้ครู เพลงเต้นเป็นเพลงโต้ตอบกัน ร้องไปทำท่าทางไปด้วย เนื่องจากท่านมีอายุมากแล้ว ตัวอย่างเพลงร้องให้ฟังได้ เป็นช่วงๆ เท่าที่ท่านจะนึกออก ในช่วงเก็บข้อมูล ตัวอย่างเช่น


เพลงเกริ่นไหว้ครู

สิบนิ้วประนมเนียน
ต่างธูปเทียนปทุมทอง
พระพุทธบาทพระศาสดา
ให้ปัญญาลูกแคล่วคล่อง
แต่ก่อนเป็นควายหลายอย่าง
เดี๋ยวนี้เป็นช้างผุดผ่อง
ขอให้เป็นมงคลอยู่บนขมอง
เพื่อลูกจะร้องเพลง
สิบนิ้วพนมกร
จะไหว้บิดรและมารดา
ลูกรักจะร้องเพลง
ให้คุ้มแกรงเกศา
ให้เป็นเศรษฐีมีเงินตรา
เจ้าของอันนานี้

เพลงเต้น

เกี่ยวข้าวนาไหน
เกี่ยวข้าวที่นาบึง
ปลิงควายว่ายรี่
เข้าไปในสีแม่เอวกลึง
เข้าไปอยู่ข้างในสองศอก
อยู่ข้างนอกกำกึ่ง
เรียกอ้ายธงมาช่วยกันดึง
ปลิงควายเข้าไปครึ่งตัว

ป่าสักมันไหลแรง
ขนานแอ่งก็ไหล่หลั่น
น้ำมันแตกจากแม่
ไหลจากแควสุพรรณ
สามแควสี่แคว
ใครจะอุดแม่มันทัน
มันไหลล้นปนกัน
เลยมิดอันนา

แขกอาสาเขามาไม่น้อย
สองร้อยกว่ากว่า
จะแช่ขนมจีนสักกระป๋อง
จะแช่ลอดช่องสักกะลา
ผัดหมี่ไม่มีเต้าเจี้ยว
เอาน้ำเยี่ยวทำน้ำปลา
อะไรก็ใส่ไปพร้อม
เหลือแต่หัวหอมไม่ได้เอามา
หลงคอยสักนิดมันผิดเวลา
เลยเขาให้หมากิน

จากการสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิด เพลงพื้นบ้านที่เล่นในแถบอำเภอบ้านแพรก ส่วนใหญ่เป็นเพลงของนางฟุ้ง พูนทรัพย์ เกือบทั้งหมด และจากข้อมูลที่สัมภาษณ์มา นางฟุ้ง พูนทรัพย์ เป็นเพลงด้วยตนเอง คิดคำร้องเอง นอกจากจะเป็นเพลงแล้ว ความสามารถพิเศษของนางฟุ้ง พูนทรัพย์ คือ เป็นหมอชาวบ้าน รักษาความเจ็บความไข้ ดูลายมือทำนาย ทายทักได้ ด้วยภูมิปัญญาที่ได้สะสมการเรียนรู้ด้วยตนเอง และด้วยความมีอัธยาศัยของท่าน ในอำเภอบ้านแพรกและในวงการเพลงพื้นบ้าน ใครใครก็รู้จักแม่เพลง หอมฟุ้ง พูนทรัพย์