ดนตรีไทย (ระนาด)

“อันความรู้ รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว ขอให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”

คำกลอนนี้ ลุงเฉลียวได้ให้สัมภาษณ์ทันทีที่ทีมงานเข้าไปขอสัมภาษณ์ท่านโดยกล่าวว่าตนเองมีความรู้น้อยแต่ชอบเล่นดนตรีไทย โดยเฉพาะระนาด การเรียนก็ใช้การจำ ขยัน ตนก็ได้ฝึกฝนจนชำนาญและยึดเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีมีความสุข

พูดถึงดนตรีไทยขณะนี้ลูกหลานไม่สนใจ มัวแต่ไปสนใจสิ่งอื่นๆ มากกว่าจนลืมไปว่าดนตรีไทยเป็นของคนไทยแท้ๆ ถ้าเราไม่สืบทอดหรือรักษาไว้จะหายไป และถึงเวลาแล้วที่ลูกหลานจะต้องรักษาไว้คู่เมืองไทยให้จงได้ ลุงเฉลียวจึงอยากให้ลูกหลานเล่นดนตรีไทยให้เป็น มีทายาททางดนตรีไทยในท้องถิ่นของท่านด้วย

ลุงเฉลียว จำนงค์ถ้อย เป็นคนตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัด พระนครศรีอยุธยา มีความรักและชอบดนตรีมาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยได้ศึกษาด้านดนตรีไทยครั้งแรกกับครูทองใบ กองโชค เจ้าของเครื่องดนตรีโดยใช้ชื่อคณะพินพาทย์ตาใบเข้าฝึกหัดเมื่ออายุเพียง 14 ปี ว่างเมื่อไหร่ก็เข้าไปฝึกไปหัด โดยเริ่มฝึกจากฆ้องไทยก่อนท่านว่าเป็นพื้นฐานของการฝึกดนตรีไทย แล้วจึงมาหัดดนตรีชิ้นอื่นต่อไป เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องเล็ก ตลอดจนเครื่องดนตรีอื่นๆ จนครบทุกอย่าง ยกเว้น เครื่องเป่า ท่านบอกว่าที่ชอบมากที่สุด คือ ระนาด

สัมภาษณ์เรียนถามค่าตอบแทนเป็นอย่างไร ลุงเฉลียว ตอบว่า ค่าตอบแทนในสมัยก่อนตอนลุงออกร่วมกับคณะตาใบนั้น ได้ค่าตอบแทนไม่เกิน 10 บาทต่อหนึ่งงานออกงานเมื่อตอนลุงอายุ 15 ปี หรือ 16 ปี ตอนนั้นถือว่ามาก ต่อมาภายหลังร่วมคณะ นายผวน กองโชค ซึ่งเป็นน้องชายนายทองใบ กองโชค ก็ได้ค่าตัวสูงขึ้น ออกงานเป็นประจำและมีชื่อเสียงมากขึ้น ได้ร่วมบรรเลงกับคณะลิเกดังๆ มากมายในสมัยนั้น เช่นคณะหอมหวล คณะเด่นชัยศิษย์หอมหวล คณะพงษ์ศักดิ์ สวนศรี

สัมภาษณ์ต่อไปว่า ขณะนี้ยังบรรเลงกับลิเกดังๆ อีกหรือเปล่า ลุงเฉลียว ตอบว่า ตอนนี้หยุดพักเพราะอายุมากแล้ว 70 กว่าปี มีคนมาชวนไปเล่นไกลๆ ก็ไป ไม่ไหว ร่างกายเริ่มชรา แต่ก็ยังช่วยด้วยการให้ความรู้แก่ลูกหลาน เด็กๆ ที่สนใจ คือ เยาวชนทุกคนในท้องถิ่น เพียงแต่ว่าขณะนี้ท่านไม่มีเครื่องดนตรีเป็นของตนเองเท่านั้นอยากให้ผู้เรียนหรือผู้สนใจได้มีเครื่องดนตรีมาเองแล้วท่านจะสอนให้อย่างเต็มที่ โดยไม่คิดค่าตอบแทน ขอใช้ชีวิตที่เหลือน้อยนี้ให้กับลูกหลานที่สนใจดนตรีไทย โดยเฉพาะระนาดไว้เป็นสมบัติของท้องถิ่นสืบต่อไป

สำหรับการฝึกซ้อม หรือการถ่ายทอดนั้น ท่านได้แนะนำว่า

1. ควรเริ่มการฝึกซ้อมดนตรีไทย “ฆ้องใหญ่“ ก่อนเป็นพื้นฐานฝึกและท่องจำให้แม่น ให้จำเสียง เพราะท่านไม่สามารถสอนแบบตัวโน้ตได้ จนคล่อง

2. ลองฝึก มาฝึกระนาด โดยเริ่มจากเพลงง่ายๆ ก่อน แล้วใส่เสียงเอง ให้ท่องจำเพลงให้ใด้

ความประทับใจของลุงเฉลียวด้านดนตรีไทย (ระนาด) นั้น ท่านกล่าวว่า ท่านได้ร่วมวงกับศิษย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ บรมครูดนตรีไทยแห่งสยาม และวงดนตรีไทยของกรมศิลปากรอยู่หลายครั้ง จนเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะเพลงที่บรรเลง เช่น เพลง แสนคำนึงเถาว์ เพลงโสมส่องแสง เพลงลาวเสี่ยงเทียน เพลงแขกมอญ และเพลงมอญบางขุนพรหม เพราะบรรเลงได้ไพเราะจับใจผู้ฟังอย่างมาก

คำถามสุดท้าย ผู้สัมภาษณ์ได้เรียนถามว่ามีอะไรจะฝากไหม

ลุงเฉลียว กล่าวว่า อยากให้ลูกหลานมาเล่นดนตรีไทย เห็นความสำคัญของดนตรีไทยเป็นสมบัติและเอกลักษณ์ของชาติ ดนตรีไทยไม่ยากอย่างที่คิด ฝึกการเป็นคนอ่อนน้อมหรือลีลาเพลงช้าที่บรรเลงตนเอง ขอให้ความรู้ที่มีอยู่มอบให้กับลูกหลานและเด็กๆ ในท้องถิ่นให้เป็นดนตรีไทย รักดนตรีไทย โดยเฉพาะ “ระนาด”

ที่มา สัมภาษณ์ ; นายเฉลียว จำนงค์ถ้อย