การเล่นไม้หึ่ง

ไม้หึ่ง เป็นกีฬาพื้นบ้านเก่าแก่ชนิดหนึ่งที่เล่นกันแพร่หลายในแทบทุกจังหวัดของภาคกลางสมัยก่อน เช่น กรุงเทพฯ ธนบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี อ่างทอง ปราจีนบุรี ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ไม้หึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชื่อ เช่น ไม้หึ่ง หึ่ง หรือหึ่ม บางท้องถิ่นเรียกว่า ไม้จ่า ก็มี นิยมเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์หรืองานรื่นเริงต่างๆ และ มักเล่นกันเป็นการสนุกสนานในฤดูหนาว หลังจากชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีการเล่นกีฬาไม้หึ่งกันแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในการเฉลิมฉลองเนื่องในงานพระราชพิธีทรงผนวชสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ จ.ศ.1151 (พ.ศ.2332) มีการเล่นไม้หึ่งเเละไม้จ่ารวมอยู่ด้วย ปรากฏหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านนิยมเล่นกีฬาไม้หึ่ง เป็นการออกกำลังกายกันทั่วไป ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ 2457 พบว่ามีการเล่นกีฬาไม้หึ่งและไม้จ่าในงานตรุษสงกรานต์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

การเล่นไม้หึ่งมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเรียกว่า “ไม้แคะ” อีกชนิดหนึ่งใช้ ลูกมะนาวหรือลูกยางเล็กๆ โยนกันเหนือศีรษะแล้วใช้มือตี ปัจจุบันพบว่า มีเฉพาะ ไม้หึ่งชนิดใช้ไม้แคะเท่านั้น ไม้หึ่งนั้นเล่นได้ทั้งเพศชายและหญิง สมัยก่อนนิยมเล่นกันทั้งคนหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ และเด็ก ปัจจุบันเล่นกันเฉพาะหมู่เด็ก ๆ ผู้ใหญ่ไม่ใคร่นิยม เล่นกัน ในการเล่นจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย จำนวนผู้เล่นฝ่ายละเท่าๆ กัน จำนวนผู้เล่นฝ่ายละไม่น้อยกว่า 3 - 4 คน และไม่เกิน 10 คน อุปกรณ์การเล่น ได้แก่ ไม้ยาวขนาดโตเท่าหัวแม่มือ ยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร จำนวน 1 อัน เรียกว่า “แม่ไม้” และไม้สั้นขนาดโตเท่านิ้วนางหรือนิ้วชี้ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร จำนวน 1 อัน เรียกว่า “ลูกไม้” ไม้หึ่งเล่นกันในบริเวณสนามกว้าง ทุ่งนา หรือที่มีบริเวณกว้างทั่วไป บริเวณใกล้กับมุมสนามด้านหนึ่งให้ขุดดินเป็นร่องยาวประมาณ 9–10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4–5 เซนติเมตร เรียกร่องนี้ว่า “ราง” สนามเล่นควรมีการกำหนดเขตสนามทางด้านข้างด้วย เพื่อป้องกันปัญหาการตีลูกไม้หนีฝ่ายรับ

วิธีเล่น หัวหน้าของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายตีก่อนหรือรับก่อน

เมื่อตกลงกันได้แล้วให้ฝ่ายตีก่อนยืนอยู่หลังรางที่ทำไว้หันหน้าไปทางสนามเล่น เเละให้ฝ่ายรับก่อนไปยืนคอยรับโดยยืนกระจายกันอยู่ในสนาม หันหน้ามาทางราง เริ่มเล่น

ท่าที่ 1 ก่อนเรียกว่า “ท่าไม้งัด” โดยฝ่ายตีคนหนึ่งนำลูกไม้มาวางพาดฝากรางไว้ แล้วใช้เเม่ไม้งัดให้ลูกไม้ลอยไปตกทางฝ่ายรับแล้ววางแม่ไม้ขวางปากรางไว้ (ถ้าฝ่ายรับสามารถรับลูกไม้นั้นได้ก่อนตกดิน คนที่ตีลูกไม้มาต้องตาย หมดสิทธิ์ในการเล่นต่อไป) ถ้าฝ่ายรับไม่สามารถจะรับลูกไม้ได้ ลูกไม้ตกพื้นที่ใดจะต้องหยิบลูกไม้โยนมาจากจุดที่ตกนั้นให้ถูกเเม่ไม้ที่วางพาดขวางปากรางอยู่ ถ้าโยนถูก ผู้ที่งัดลูกไม้มาต้องตาย หมดสิทธิ์ในการเล่นต่อไปเช่นกัน ถ้าทอยไม่ถูก คนที่ตีจะได้เล่นท่าที่ 2 ต่อไป

ท่าที่ 2 เรียกว่า “ท่าไม้ดอกตั้ง” ให้ผู้ตีจับเเม่ไม้ในลักษณะกำไม้ไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง ให้หัวไม้โผล่พ้นมือเล็กน้อยปลายไม้ที่เหลือทั้งหมดให้อยู่ส่วนล่างของมือที่จับ แล้วนำลูกไม้มาวางขวางเหนือมือที่กำแม่ไม้ไว้ เมื่อวางได้แล้วให้ใช้มือนั้นโยนเดาะลูกไม้ขึ้นข้างบน ขณะที่ลูกไม้กำลังลอยหล่นลงมาต่ำกว่าระดับมือ ให้ใช้ปลายไม้ที่อยู่ ใต้มือจับตีงัดลูกไม้ไปข้างหน้าไปทางที่ฝ่ายรับยืนอยู่ ถ้าฝ่ายรับรับลูกไม้ได้ ผู้ตีจะต้องตายหมดสิทธิ์ในการเล่นต่อไป แต่ถ้าฝ่ายรับรับลูกไม้ไม่ได้ลูกไม้ตกดินที่ใดให้จับลูกไม้โยนมาจากที่ๆ ลูกไม้ตก พยายามโยนลูกไม้มาตกใกล้ปากรางไม่ให้ห่างเกินกว่า 1 ช่วงแม่ไม้ ถ้าโยนได้ ผู้ตีก็จะต้องตายเช่นกัน ขณะเดียวกันผู้ตีก็มีสิทธิ์จะป้องกันได้โดยยืนคอยอยู่ที่ปากรางไม่ให้ล้ำแนวปากรางแล้วใช้แม่ไม้ตีหรือปัดลูกไม้ที่ฝ่ายรับโยนมาให้ตกห่างจากปากรางเกินกว่า 1 ช่วงแม่ไม้ ถ้าทำได้ ผู้ตีนั้นจะได้เล่นท่าที่ 3 ต่อไป

ท่าที่ 3 เรียกว่า “ท่าไม้หกหลัง” ให้ผู้ยืนหันหลังไปทางฝ่ายรับ ใช้มือซ้ายจับลูกไม้ชูขึ้นสูง ใช้มือขวาจับแม่ไม้ตีลูกไม้ให้ลอยกลับหลังไปทางฝ่ายรับ แล้วผู้ตีต้องนำแม่ไม้วางขวางปากรางไว้ ฝ่ายรับต้องพยายามรับลูกไม้ที่ลอยมาให้ได้ ถ้ารับได้ก่อนลูกไม้ตกดิน ผู้ตีคนนั้นก็จะต้องตาย ถ้ารับไม่ได้ลูกไม้ตกดินที่ใดให้หยิบลูกไม้โยนมาจากจุดที่ตกนั้น ให้ถูกแม่ไม้ที่วางพาดขวางปากรางอยู่ ถ้าโยนลูก ผู้ที่ตีลูกไม้มา ต้องตาย แต่ถ้าโยนผิดเป็นอันว่าผู้ตีคนนั้นตีได้ครบ 3 ท่า ถ้าผู้ตีคนใดตายด้วยท่าใด จะถือว่าหมดสิทธิ์จากการเล่น ไม่ต้องตีหรือเล่นอีกต่อไป ต้องให้ผู้เล่นคนอื่นในฝ่ายตนมาเป็นผู้เล่นบ้าง โดยเริ่มเล่นจากท่าที่ 1 จนถึงท่าที่ 3 ผลัดกันเล่นคนละครั้งจนครบทุกคน ถ้าผู้ตีในฝ่ายตีเล่นแล้วตายหมดทุกคน ให้เปลี่ยนฝ่ายรับเป็นฝ่ายตี แล้วให้ฝ่ายตีไปเป็นฝ่ายรับบ้าง ผู้ตีคนใดของฝ่ายรับเป็นฝ่ายตีแล้วให้ฝ่ายตีไปเป็นฝ่ายรับบ้าง ผู้ตีคนใดของฝ่ายตีสามารถตีได้ครบทั้ง 3 ท่าจะมีสิทธิ์ช่วยผู้เล่นที่ตายของฝ่ายตนได้กลับมีสิทธิ์เล่นใหม่ได้ โดยวิธีตีใช้ คือ ผู้เล่นในฝ่ายตนคนใดตายอยู่ที่ในการเล่นท่าใด ผู้เล่นที่ตีผ่านทั้ง 3 ท่า สามารถตีใช้ได้โดยเล่นท่านั้นแทนผู้ที่ตายได้ ถ้าเล่นท่านั้นผ่านไปได้เท่ากับว่าได้ช่วยให้ผู้ที่ตายนั้นกลับคืนมากลับมีสิทธิ์เล่นได้ใหม่และคนที่ตายแล้วกลับมีสิทธิ์เล่นได้ใหม่นี้จะต้องเริ่มเล่นตั้งแต่ท่าที่ 1 ถึงท่าที่ 3 ให้ผ่านทุกท่าใหม่ด้วย ผู้เล่นทุกคน ในฝ่ายที่ตีผ่านทั้ง 3 ท่ามีสิทธิ์ใช้ได้เรื่อยไป จนกว่าผู้เล่นทุกคนในฝ่ายตีจะตายหมดหรือจนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะกัน ถ้าฝ่ายที่ไม่ได้เป็นฝ่ายตี ผู้เล่นทุกคนสามารถตีผ่านหมดทั้ง 3 ท่า ทุกคนหรือสามารถตีใช้กันจนผ่านหมดทั้ง 3 ท่า จะถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะในเกมนั้น ฝ่ายที่ชนะจะได้เดาะลูกไม้ โดยผู้เล่นทุกคนจะผลัดกันเดาะลูกไม้คนละครั้งแล้วจำไว้ว่าแต่ละคนเดาะได้กี่ครั้ง

วิธีการเดาะลูกไม้ให้ใช้มือข้างหนึ่งจับแม่ไม้ตรงกึ่งกลางให้ปลายด้านหนึ่งของแม่แนบกับท่อนแขน แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับลูกไม้วางลงบนแม่ไม้ส่วนที่ยื่นออกไปจากมือที่จับปล่อยลูกไม้แล้วใช้แม่ไม้เดาะลูกไม้ขึ้นให้มากครั้งที่สุดจนกว่าลูกไม้จะ ตกพื้นกระทบลูกไม้กี่ครั้งให้นับไว้ เมื่อทุกคนเดาะลูกไม้ครบแล้ว ก็จะผลัดกันใช้ไม้ตีลูกให้ลอยไปตกข้างหน้าแล้วเดินไปเก็บลูกไม้ตีระยะต่อไปเรื่อยๆ แต่ละคนจะตีลูกไม้ไปเท่ากับจำนวนครั้งที่เดาะได้ เมื่อตีครบทุกคนแล้วลูกไม้ตกดินที่จุดใด ฝ่ายแพ้จะต้องผลัดกันวิ่งถือลูกไม้วิ่งออกเสียงดังหึ่งเป็นระยะต่อกันมา ตลอดความยาวของทางที่ฝ่ายชนะ ตีลูกไม้ไปตก จนกว่าจะถึงรางที่ตั้งต้นเล่น

การวิ่งออกเสียงดังหึ่งนี้แต่ละคนจะต้องไม่ให้เสียงหึ่งขาดหายไป ถ้าเสียงหึ่งขาดหายไปลูกไม้ตกที่ใดให้ฝ่ายแพ้เริ่มวิ่งออกเสียงซึ่งจากจุดนั้นและช่วยกันวิ่งออกเสียงหึ่งมาจนกว่าจะถึงรางที่ตั้งต้นเล่น ถ้ายังไม่ถึงก็ให้ฝ่ายชนะได้ตีอีก 1 ครั้งเรื่อยไปจนกว่าจะตีถึงรางที่ตั้งต้นเล่น เมื่อจบเกมแล้ว ให้ฝ่ายชนะกลับเป็นฝ่ายรับบ้างและฝ่ายแพ้กลับเป็นฝ่ายตีบ้าง และดำเนินการเล่นเช่นเดียวกัน ตามปกติมักนิยมเล่นกันเรื่อยไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะติดต่อกัน 2 ครั้ง หรือชนะ 2 ใน 3 ครั้ง ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้ชนะโดยเด็ดขาด