ปลาเค็มแดดเดียว

ถ้าพูดถึงอาชีพในชุมชนมีหลายอาชีพที่ทำรายได้ให้กับคนในหมู่บ้าน เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่ รับจ้าง แต่ละอาชีพที่ทำรายได้ให้กับชุมชนมากที่สุด คือ ปลาเค็มแดดเดียว

จากการพูดคุยกับคุณประดับ เสมพิพัฒน์ อายุ 59 ปี ชึ่งอยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 4 ตำบลบ้านนา อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ริเริ่มทำปลาเค็มแดดเดียว เริ่มทำครั้งแรก 30 กิโลกรัม โดยชื้อปลาช่อนที่ตลาดอ่างทอง แล้วนำมาทำปลาเค็ม ใส่เกลือโดยใช้มือขยำ แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้งพอประมาณ แล้วหาบไปขายที่ตลาดบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี แล้วขายดี ต่อมาต้องเพิ่มปริมาณปลามากขึ้นเป็น 100 - 1,000 กิโลกรัม แล่วนำไปขายที่ตลาดอ่างทอง สิงห์บุรี และส่งออกประเทศสิงคโปร์ ราคากิโลกรัมละ 90 บาท

จากการที่ปลาเค็มขายดี ทำให้ปลาช่อน ปลาดุก ที่ตลาดอ่างทองมีไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ต้องซื้อปลาที่ประเทศเขมรมาทำขาย ต้องจ้างคนงานในหมู่บ้านมาทำปลาโดยให้ค่าแรงตอบแทนกิโลกรัมละ 1 บาท ทำให้คนในหมู่บ้านมีงานทำ มีรายได้เฉลี่ยคนละ 150 บาท / วันบางครอบครัวมีรายได้ถึงวันละ 800 บาท และจากการที่ คุณประดับ เสมพิพัฒน์ มีรายได้ดีจากการขายปลาเค็มส่งผลให้คนในหมู่ 4 มีอาชีพทำปลาเค็มขายถึง 32 ครอบครัว ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้น ชุมชนเข้มแข็งจึงได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็งในระดับจังหวัด และส่วนคุณประดับ ได้รับรางวัลผู้นำดีเด่นในระดับภาค

การที่ปลาเค็มแดดเดียวเป็นที่ติดใจของคนทั่วไป คุณประดับ เปิดเผย เคล็ดลับในการทำไว้ ดังนี้

1. เมื่อแล่ปลาแล้วล้างน้ำสะอาดสองน้ำแล้วแช่น้ำแข็งไว้ 1 คืน

2. ล้างน้ำสะอาดอีก 2 น้ำ แล้วนำมาทำตามกรรมวิธีใหม่ที่พัฒนามาจาก สูตรเดิม โดยใช้ปลา 100 กิโลกรัม

3. เกลือเม็ด 10 กิโลกรัม

4. น้ำตาลทรายขาว 300 กรัม

5. ผงชูรส 100 กรัม

6. ใส่น้ำพอท่วมตัวปลาหมักไว้ 3 ชั่วโมง

7. ล้างน้ำสะอาดอีก 2 น้ำ แล้วนำไปผึ่งแดดพอหน้าปลาตึง ๆ ก็นำไปขาย ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือในการทำปลาเค็ม หัวปลาที่ขนาดใหญ่นำมาใส่เกลือตากแดด ไข่ปลา ขายกิโลกรัมละ 120 บาท โดยส่งให้ร้านอาหาร ส่วนพุงปลานำมาหมักเกลือ แล้วมีคนทางภาคใต้มารับพุงปลาที่หมักเกลือแล้วไปทำน้ำบูดูในกิโลกรัมละ 10 บาท เกล็ดปลาและหัวปลาที่มีขนาดเล็กนำไปขายเป็นอาหารของปลาในกิโลกรัมละ 1 บาท

นอกจากการทำปลาเค็มแดดเดียว จะเป็นอาชีพหลักสร้างฐานะให้คนในชุมชนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในสมัยก่อนโดยไม่สร้างมลภาระให้แก่สิ่งแวดล้อม แล้วยังเป็นการส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ อีกด้วย