แรงไปหน่อย

นายขวัญนา อรุณรัตน์ ผู้เล่า

มีผัวเมียอยู่คู่หนึ่ง ฝ่ายผัวแกก็ไม่ทำงานการอะไร เป่าแต่ขลุ่ย เป่าจริงๆ จังๆ รุ่งเช้าขึ้นมาก็เป่า งานการไม่ทำแทนที่จะปลูกข้าวปลูกผักหญ้าแกก็ไม่ทำ แกก็ได้แต่เป่าขลุ่ยเป็นนิรันดร์ ฝ่ายเมียก็เกิดโมโหผัวขึ้นมาเห็นผัวตื่นขึ้นมาก็มานั่งเป่าขลุ่ย กินข้าว กินปลา แล้วก็ไปนอนเป่าขลุ่ย เย็นลงก็เป่าแต่ขลุ่ย งานการไม่ยอมทำ ฝ่ายเมียจะแกล้งผัวให้เจ็บใจซะหน่อย ก็เอาขลุ่ยไปลู่ๆ อะไรเสียก็ไม่รู้ซิ แล้วผัวก็กลับขึ้นมาไปไหนมาก็ไม่รู้ ก็หยิบเอาขลุ่ยขึ้นมาเป่า คราวนี้มันก็เหม็นสาบ เหม็นสาง เหม็นคาวขึ้นมาไม่รู้ว่าเป็นคาวอะไร ฝ่ายผัวก็ถามเมียว่าขลุ่ยเนี่ยมีใครมาจับของข้าบ้างหรือเปล่า ใครกินปลาร้าไม่ล้างปากวะมาเป่าขลุ่ยกูเนี่ย ลองบอกมาซิ ฝ่ายเมียก็บอกว่าไม่รู้ว่าข้าไม่ได้ไปจับอะไรของแกเลย ส่วนผัวก็เอาผ้าเช็ดๆ แล้วก็เป่าใหม่ไม่เข็ดถึงเหม็นสาบ เหม็นสาง แล้วก็ไม่เข็ด และก็ไม่ยอมทำงานอะไรได้แต่นอนเป่าขลุ่ยเป่าจนหนวกหู เมียจะว่าอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง เมียก็โมโหผัวขึ้นมา

วันนั้นผัวไม่อยู่ไปนา ทำโน่นทำนี่ในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ฝ่ายเมียก็เอาขลุ่ยไปลู่ๆ อะไรก็ไม่รู้คราวนี้มันหนักมือไปหน่อยก็เลยเอาไม่ออก ฝ่ายผัวกลับมาไม่เห็นขลุ่ยก็ถามเมียว่าใครเห็นขลุ่ยบ้าง เมียก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น สาบถสาบานว่าถ้าเอาไปล่ะก็บุญที่ทำมานั้นจะให้ผัวหมดเลย ส่วนผัวพอนึกขึ้นได้ก็ถามดีกว่าขลุ่ยของข้าหายไปไหนนะ เคยแขวนอยู่ทุกวันหาจนทั่วก็ไม่เห็น ฝ่ายเมียก็นั่งพับเพียบเรียบร้อย ขยับไม่ได้ ถ้าขยับแล้วจะดัง ผัวก็โมโหเลยพาลจะตีกับเมียเลยไปตัดไม้มาหมายจะตีเมีย ผัวก็บอกให้เมียลุกขึ้นก็ไม่ลุก ให้ขยับก็ไม่ขยับก็เลยตีเมีย ส่วนเมียก็กลัวผัวจะตีก็เลยลุกขยับทันใดนั้นเสียงขลุ่ยดังขึ้น หน่อยนี่นอย นี่หน่อยนอย....นี่หน่อยนอย ผัวก็ไล่กวดตีเมีย ส่วนเมียก็วิ่งหนี เสียงขลุ่ยก็ดังอยู่แบบนั้น เพราะบ้างไม่เพราะบ้าง ฝ่ายผัวก็ลากเอาเมียกระโจนใต้ถุน ผัวก็หยิบไม้มาตีมันแตกอยู่เสียงดัง ตะลั่งตั้ง ต้างตั่ง ประกอบกับเสียงขลุ่ยของเมีย หน่อยนี่นอย นี่หน่อยนี่นอย น่อย นอน ตะลั่งตั้งตั่ง ชาวบ้านได้ยินก็นึกว่าใครเขามาแห่ ผ้าป่าก็เลยแห่กันมาดูที่แท้ก็ผัวเมียตีกัน