ที่มาของพิษสัตว์

นายธานินทร์ ผู้เล่า

ในสมัยก่อนโพ้น เป็นสมัยที่สัตว์ยังพูดภาษาได้นั้น งูเหลือมเป็นพญาสัตว์ซึ่งมีพิษมากขนาดฉกเงาของใคร เจ้าของเงานั้นก็ถึงแก่ความตาย หรือแม้แต่รอยตีนไม่ว่าของตนหรือของสัตว์ งูเหลือมไปฉกก็จะถึงแก่ความตายทั้งหมด เช่น ฉกที่เงาของกระต่ายกระต่ายก็ตาย

เพื่อเป็นดังนั้นจึงทำให้งูเหลือมทะนงในความยิ่งใหญ่ของตน จึงโอ้อวดศักดาอยู่เสมออยู่มาวันหนึ่งมีชายตัดฟืนคนหนึ่งกำลังเดินมา และได้เดินผ่านหน้างูเหลือมซึ่งขณะนั้นงูเหลือมกำลังนอนหลับอยู่ เมื่อชายตัดฟืนเดินผ่านงูเหลือม งูเหลือมก็ตกใจตื่นเลยฉกไปที่เงาของชายตัดฟืนคนนั้นก็ถึงแก่ความตาย งูเหลือมเมื่อฉกชายตัดฟืนแล้วก็เลื้อยจากไปในขณะที่เลื้อยไปก็มีอีกาตัวหนึ่งบินผ่านงูเหลือม งูเหลือมจึงโอ้อวดศักดา ตะโกนบอกไปว่า “นี่แน่ะเจ้านกกาเมื่อกี้นี้เราได้ฉกเงาคนและได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว” อีกาเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้บินไปดู แต่ในขณะนั้นเองปูซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นก็ได้ไต่ขึ้นไปที่ลำตัวของชายตัดฟืน อีกาซึ่งบินอยู่สูงเกินไปมองลงมายังร่างของชายตัดฟืนจึงมองเห็นไม่ชัด จึงคิดว่าปูที่ไต่นั้นเป็นชายตัดฟื้นยังหายใจอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นอีกาจึงบินกลับมาบอกงูเหลือมว่า “นี่แน่ะเจ้างูเหลือมเราไปดูมาแล้วที่ท่านว่า ท่านฉกเงาของคน แล้วคนตายนอนอยู่นั้นมันไม่เป็นความจริงเลย เราไปดูมายังเห็นนอนหายใจอยู่เลย เขายังไม่ตาย”

งูเหลือมเมื่อได้ยินดังนั้นจึงเกิดความเสียใจเป็นอย่างมากและคิดว่า พิษของตนไม่สามารถที่จะทำอันตรายคนได้อีกแล้ว คิดดังนั้นแล้วงูเหลือมจึงคายพิษไว้ตรงนั้นเอง แล้วก็เลื้อยจากไป มดตะนอยมาเห็นพิษก่อนใครๆ แต่ก็ไม่ได้เอาไป ได้แต่ยืนเท้าสะเอวดูจนเอวกิ่ว ต่อมาก็มีงูสิง งูเห่า งูองอาจก็มาพิษไปมาก ส่วนสัตว์อื่นๆ ก็มาเอาไปตัวละนิดตัวละหน่อยจนพิษนั้นใกล้จะหมด เจ้ามดตะนอยคิดอยากได้จึงเอาตูดจุ่มไปที่พิษ จึงได้พิษไปเพียงนิดเดียว ตั้งแต่นั้นมางูเหลือมจึงไม่มีพิษอยู่ในตัวเลย