พระพุทธบาทสระบุรี

คุณพรรณณี โรจนวิภาค ผู้เล่า

ครั้งหนึ่งยังมีพรานป่าผู้หนึ่ง ชื่อว่าพรานสัจจพันธ์ พรานผู้นี้มีวาจาสัตย์นัก เช่น คิดจะหาเนื้อในวันนี้ 4 ตัว ก็จะฆ่า 4 ตัวจริงๆ หรือพูดและตั้งใจทำอะไรในวันนั้นๆ ก็จะพูดและทำตามที่ตั้งใจไว้ทุกประการ

วันหนึ่งตาพรานนี้ขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อล่าสัตว์ บังเอิญวันนั้นมีแสงแดดร้อนจัดมาก พรานรู้สึกกระหายน้ำจึงได้นั่งพัก และคำนึงนึกอยู่ในใจว่า “ตัวเรานี้จะได้น้ำไหนหนอมากลั้วคอให้พอหายร้อนและกระหายได้” ด้วยอำนาจเดชแห่งความมีสัจจะของนายพราน ก็บังเกิดเป็นแอ่งน้ำใสเย็นผุดขึ้นมา พรานก็ดีใจได้อาศัยน้ำดื่มและล้างหน้าซึ่งบ่อน้ำนั้นทุกวันนี้ก็ยังปรากฏอยู่

ต่อมาพรานก็เดินทางต่อไป ไปพบพระพุทธเจ้า ก็เกิดสงสัยในรูปร่างและผิวพรรณที่งดงามจึงถามว่า “ท่านนี้เป็นมนุษย์หรือเทวดา” พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า “เราเป็นมนุษย์ แต่ธนูของท่านสู้ธนูของเราไม่ได้หรอกนะ” พรานก็โกธรจึงใส่ลูกธนูจะยิง แต่ลูกธนูก็พลัดตก พรานเห็นเช่นนั้นก็เลยก้มลงกราบไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรม พรานผู้นี้ก็เลยขอบวชเป็นภิกษุอยู่ด้วย พระองค์ก็ทรงบวชให้ และก็ให้อยู่โปรดญาติโยมที่เขาสุวรรณคีรีแห่งนี้ ส่วนตัวพระองค์ท่านจะเสด็จไปยังปัจจัยชนบท พระสัจจพันธ์จึงทูลขอรอยพระพุทธบาทไว้เป็นที่สักการะบูชา พระพุทธเจ้าก็เหยียบรอยพระพุทธบาทไว้เหนือยอดเขาสุวรรณคีรีเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา และพระองค์ก็ขนานนามว่า “พันธนะเจดีย์”

ต่อมาเรื่องเล่ากันว่าในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ได้รับบอกเล่าจากเจ้าเมืองสระบุรีว่ามีรอยเท้าใหญ่บนไหล่เขา พระองค์ก็เสด็จทอดพระเนตรเห็นแปลกประหลาดและดีใจมาก จึงตรัสสั่งให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาทไว้ และสร้างวัดวาอารามขึ้นไว้อย่างสวยงาม และก็มีเสียงเล่าลือกล่าวขานกันว่า ถ้าผู้ใดได้ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท 7 ครั้ง ติดต่อกัน ผู้นั้นก็ได้มีพรานป่าอีกผู้หนึ่งมีนามว่า “บุญ” หรือเรียกกันว่า “พรานบุญ” ออกไปไล่เนื้อในตำบลขุนโขลน ขณะที่เดินล่าเนื้ออยู่นั้นก็ไปพบเนื้อสมันพลัดมาจึงยิงด้วยหน้าไม้ถูกที่ต้นขา สมันจึงวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงเพราะว่าความเจ็บปวดขึ้นไปบนไหล่เขาสุวรรณคีรี ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ตาพรานบุญติดตามรอยเลือดไปพอใกล้ซุ้มเนื้อสมันที่ถูกยิงยิงบาดเจ็บอยู่ ก็พยายามที่จะหาตัวเนื้อสมันอยู่ เนื้อสมันก็เผ่นหนีต่อไปอีก แต่คราวนี้พรานบุญผิดคาด ที่เห็นเจ้าสมันวิ่งกระเจิดกระเจิงหนีต่อไปอย่างไรร่องรอยความเจ็บปวดหรือบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น พรานบุญรู้สึกอัศจรรย์ใจและสงสัยเป็นกำลังจึงเข้าไปแหวกพุ่มไม้ดู ก็พบแอ่งศิลาขังน้ำใส่เย็นอยู่ภายใต้ซุ้มนั้น จึงวักน้ำแอ่งลูบหน้า และเนื้อตัวของตัวเอง ผดผืนกลากเกลื้อนที่มีอยู่กับร่างกายก็หายไปหมดอย่างประหลาด บ่อน้ำนั้นชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “บ่อพรานล้างเนื้อ” มาจนทุกวันนี้

อันนี้ก็เป็นเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านของจังหวัดสระบุรีที่เล่าต่อกันมา