เกร็ดประวัติศาสตร์

นายสมบัติ อรุณรัตน์ ผู้เล่า

ในสมัยก่อนนั้น อำเภอท่าเรือนี้มีชื่อว่า อำเภอนครน้อย มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน และยังไม่มีเขื่อนพระรามหกที่ท่าเรือนี่ ต้นของแม่น้ำป่าสักนี้อยู่ที่เพชรบูรณ์ ซึ่งในสมัยก่อนนั้น ก็มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในฤดูน้ำน้ำไหลหลากในฤดูแล้งน้ำก็แห้ง

คนในสมัยก่อนนั้นยังไม่นิยมหล่อ หรือสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาเคารพบูชากราบไหว้ แต่นิยมเอาหินมาสกัดเป็นรูปเสมาธรรมจักร เป็นเครื่องแสดงถึงสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งบริเวณไหล่เขาเพชรบูรณ์ต้นแม่น้ำป่าสักนี้มีหินศิลาชนิดนี้มาก และก็สร้างฝีมืออยู่มาก ที่สกัดกันเพื่อที่จะนำมาจำหน่ายยังเมืองล่างๆ แต่ในขณะที่ทำการแกะสลักหรือสกัดอยู่นั้น ก็ต้องคอยระวังน้ำป่าที่จะพัดพาเอาหินที่สกัดนั้น พัดพาเอาหินลงน้ำไป ก็ได้เอาเถาวัลย์ผูกกับไม้ไผ่ที่มัดเป็นแพเอาไว้เพื่อมิให้หินนั้นจมน้ำ และเพื่อสะดวกแก่การหาเมื่อมีน้ำป่ามา แพไม้ไผ่นี้จะต้องติดหิน ติดต้นไม้บ้าง จะได้ไม่ต้องลงไปหาไกล และที่สำคัญเมื่อสกัดเสร็จแล้วก็นำมาจำหน่ายหรือขายข้างล่างได้สะดวก

อยู่ครั้งหนึ่งได้มีน้ำป่าพัดพาเอาหินเสมาธรรมจักรที่สลักนั้นซึ่งยังไม่เสร็จดีลอยลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าวัดศาลาลอย (ปัจจุบัน) เป็นบริเวณแหล่งน้ำวน หินเสมาธรรมจักรที่อยู่บนแพลูกบวบนั้นก็ลอยวนอยู่นั้นแหละ ชาวบ้านจะเอาขึ้นก็เอาขึ้นไม่ได้ ก็มีคหบดีท่านหนึ่งคิดว่าเป็นนิมิตอันดีที่หินศิลาเสมาธรรมจักรลอยน้ำมา ก็เลยสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง คือ วัดศิลาลอย ต่อมาก็เพี้ยนมาเป็น วัดศาลาลอย ในปัจจุบัน (อ.ท่าเรือ) หินศิลาอันนั้นก็ลอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งถึงหมูบ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านก็เอาหนังเชือกไกโยงไป ต้นโพธิ์ถึงกับเอนเลย เชือกนั้นก็ขาดลอยไปเรื่อย เขาก็เลยสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งคือ วัดโพธิ์เอน ต.โพธิ์เอน อ.ท่าเรือ ศิลาก็ยังลอยอยู่ไปจนถึงบริเวณหน้าวัดพระจันทร์ลอยในปัจจุบัน ได้พยายามบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ ขออัญเชิญขึ้นและก็ได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง ก็คือ วัดพระจันทร์ลอยในปัจจุบัน หินศิลานี้ปัจจุบันก็อยู่ที่วัด ที่ยังสลักไม่เสร็จสมบูรณ์