กำหนดศรีธนญชัย

นางสาวบรรจง สุมาลัย ผู้เล่า

มีตำบลๆ หนึ่งชื่อตำบลบ้านบึงอยู่ทางทิศเหนือของเมืองศรีอยุธยา ที่ตำบลนี้เองมีผัวเมียอยู่คู่หนึ่ง ผัวชื่อเหมือนผู้หญิงคือนันทา เมียชื่อเหมือนจระเข้คือเหรา สองผัวเมียอยู่ด้วยกันหลายปีก็หามีบุตรสักคนไม่ สองผัวเมียมักจะบ่นกันเนืองๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะมีลูกเต้าเหมือนคนอื่นเขา ตั้งแต่อยู่มาก็ไม่เห็นมีวี่แววท้องของนางเหราจะป่องขึ้นมาสักทีไม่เห็นอยากกินเปรี้ยวกินเค็ม กินเผ็ดอย่างชาวบ้านใกล้เรือนเตียงที่มีลูกเอาๆ นับไม่ถ้วน

ตาตัวนันทาชักโมโหตัวเองว่าไม่มีความสามารถเอาเสียเลย แต่จะมีลูกสักคนก็ไม่ได้อย่างนี้มันเสียชื่อลูกผู้ชายหมด ยายเหรา เองก็ไม่สบายใจ บางครั้งคิดไปว่าหรืออีตานันทาผัวเรานี่แอบไปก้อร่อก้อติกกับผู้หญิงอื่น กว่าจะมาถึงเราก็หมดท่าเสียแล้ว

วันหนึ่งหลังจากกินข้าวเย็นสองผัวเมียก็มานั่งตากลมที่นอกชาน ยายเหราเห็นผัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกถอนหายใจพรืด ๆ อยู่ก็รู้ว่าผัวกำลังคิดอะไรจึงเอ่ยขึ้นว่า

“นี่แนะตาแกนั่งถอนหายใจครืดๆ ยังกะควายหายใจนั่นมันเรื่องอะไร หรือแกไม่พอใจอะไรก็ว่ามา ข้าจะได้หอบผ่อนไปบ้านข้าตามเดิม”

“มันเรื่องอะไรข้าจะไม่พอใจแกวะอียายตะเข้ ตานันทาว่าเข้านั่น เพราะไอ้สาเหตุที่ข้าถอนหายใจนี่น่ะไม่รู้ว่าใครเป็นต้น ปลายมันถึงไม่มี”

“แกพูดอะไรข้าไม่รู้เรื่อง”

“จะมีอะไรก็เรื่องไม่มีลูกนะซี มันแกหรือข้าวะที่เป็นหมันกันแน่ะ”

“ ข้าว่าแก” ยายเหราโทษ “ข้าว่าแก” ตานันทาว่า

“แก” “แก” “แก” ยาเหราไม่ยอม เลยตานันทาต้องยอมเป็นธรรมดาผัวที่กลัวเมีย

“แกให้เหตุผลซิอียายตะเข้ที่แกว่าข้าเป็นหมัน”

“ความจริงแกคงไม่เป็นหมันหรอก เพราะโครตเง่าสักหลาดแกต้องให้เหตุ”

“ก็ได้ ที่แกไม่สามารถทำลูกได้เป็นเพราะ แกมัวไปปันเลือดปันเนื้อให้อีพวกข่าวๆ ที่บ่อน้ำใช่ไหมล่ะ กว่าจะมาถึงข้าก็หมดกำลังเสียแล้ว มันถึงไม่มีลูก”

“แกเอาอะไรมาพูดของแกวะ” ตานันทามองหน้าเมีย

“รึไม่จริงวันก่อนข้าเห็นแกไปก้อร่อก้อติกกับอีนังโฉมคนสวยใช่ไหมล่ะ จับได้คาหนังคาเขาแกยังปฏิเสธอีกรึ”

พอโดนยันเข้าจริงๆ ตานันทาชักน้าเสีย พูดอ้อมๆ แอ้มๆ

“ไอ้นั่นมันเรื่องเลยมาแล้ว แกจะคุ้ยขึ้นมาอีกทำไมกัน”

“ฮึแต่มันยังไม่หายโมโหโว้ย”

“โธ่ ยายก้อ” ตานันทาออด “ข้าขอสักทีเถอะน่าอย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บอีกเลยอะไรที่มันแล้วก็ให้มันแล้วไปข้าไหว้ล่ะ”

ยายเหราค้อนจนตากลับแล้วก็ว่า

“ก็ได้แต่แก่ต้องสาบานนะแกจะไม่ทำเจ้าชู้ประตูดินอย่างนี้อีกม่ายแม่จะเอาอีโต้โบ้ให้หัวพังทีเดียว”

“สาบาน สาบาน”

ยายเหรายิ้มจนแก้มย่นที่ผัวสาบาน

“คราวนี้เรามาปรึกษาหารือกันว่าจะทำไงถึงจะมีลูก”

ก็นั่นนะซีข้าคิดจนปวดหัวหมดปัญญาจริงๆ ทุกทีที่ข้าทำข้าก็ว่าทำอย่างดีแล้วเชียวนาไหงกลายเป็นได้เหลวเป๋วไปได้

นางเหราคอนอีก“พูดบ้าๆ ทำดีหรือไม่ดีใครจะรับรองแก”

“จะเอาอย่างไร” ตานันทาเอามือกุมหัวอยู่ครู่หนึ่งแล้วร้องลั่นออกมาจนยายเมียตกใจกระโดโหยง “ฉันนึกออกแล้วๆ ๆ เอิงเงย”

“โธ่นี่แกจะบ้าแล้วหรือไงนะ นึกออกก็ต้องตะโกนลั่นจนข้าตกใจแกนึกว่าไง”

“ก็มนุษย์ช่วยไม่ได้ เราก็ต้องให้เทวดาช่วยนะซี บนไงล่ะ บนขอลูกกับเทวดา สักคนดีไหม”

“อืม ความคิดของแกเข้าทีดี เอาก็เอา”

ครั้นรุ่งขึ้นสองผัวเมียก็หาขนมนมเนย บายศรีเครื่องบัดพลีที่เทวดาท่านชอบพร้อมแล้วก็มานั่งคุกเข่าประนมมือแต้ ตานันทาซึ่งเป็นผัวบอกกับยายเหราเมียว่า

“แกคอยว่าตามฉันนะ .....อ้า .... ข้าแต่ท่านเทโว เทวา รุกขา รุกโข ที่โตใหญ่อยู่แห่งหนไหนเชิญเสด็จมาที่นี่เครื่องเส้นสายหลายอย่างมี เชิญเสด็จมานี่เสพเครื่องสังเวย ขอให้ข้ามีบุตรแสนสุดสวาสดิ์ ที่ข้ารักใจจะขาดสักคนหนึ่งซี ถ้าได้อย่างไร เทวดาเอาอะไรข้าจะถวายเทวดาเต็มที่เทอญ”

ครั้นแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี สองผัวเมียรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ อยู่มาไม่กี่วันในคืนวันหนึ่งสองผัวเมียนอนหลับอยู่ด้วยกันพอใกล้สว่างนางเหราก็เกิดนิมิตฝั่นว่าพระอินทร์อยู่บนฟ้า เอากล่องดวงใจมาให้กล่องหนึ่ง พอรับกล่องมานางเหราก็สะดุ้งตกใจตื่น รีบตาลีตาลานปลุกตานันทาทั้งๆ ที่นอนหลับกรนครอกๆ ตานันทาสะดุ้งหันมาร้องว่า

“เอนี่มันอะไรกันนะยายกำลังนอนเพลินๆ ดันมาปลุกได้”

“ข้ามีข่าวดีนะตา ข้าฝันไป”

“ฝันก็ฝัน ไหงดันมาปลุกข้าล่ะ”

เมื่อนางเหราเล่าฝันให้ฟังตานันทาก็พยักหน้าหงึกๆ

“แกลองทำนายดูซิฝันนี่น่ะมันเป็นอย่างไรจะได้ลูกหรืออะไร”

“เรื่องพรรค์อย่างนี้ต้องพระครูที่วัดโน้น”

“ดีๆ มาก“ นางเหราว่าแล้วก็ลุกขึ้นลางหน้าล้างตาทำกับข้าวในครัว

เสร็จทั้งกับข้าวคาวและหวานเดินลอยหน้าเฉิบๆ ไปที่วัด ก็ไม่พบท่านพระอาจารย์ คงเห็นแต่เณรน้อยลูกศิษย์อยู่แต่ผู้เดียว

“หลวงพ่อไปฉันที่บ้านโน้นจ๊ะ”

“แหมเสียดายที่ไม่ได้พบหลวงพ่อ ฉันอยากจะให้หลวงพ่อทำนายฝันให้”

“โธ่นึกว่าอะไร ฉันเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแท้ๆ รับรองว่าฉันทำนายได้แม่นยำ”

“โอ๊ะ พ่อเณรทำนายได้หรือเจ้าขา งั้นก็ช่วยทำนายให้อีฉันหน่อย”

ว่าแล้วนางเหราก็เล่าความฝันให้เณรฟัง

สามเณรน้อยพอได้ยินฝันก็หัวร่อ

"โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ทว่าสติปัญญาของลูกโยม อา กระล่อนทองทีเดียว”

สองผัวเมียไม่ได้ทำอะไรนอกจากนึกถึงคำว่าลูกๆ ๆ ๆ จนเกือบจะลืมกินข้าวทีเดียวและก็เรื่องจริง นางเหราเฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยงครรภ์มาครบทศมาส นางเหราเจ็บท้องและคลอดลูกออกมา

สองผัวเมียช่วยกันถนอมกล่อมเกลี้ยงลูกที่เทวดาให้ ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมทีเดียว ตั้งแต่ลูกชายเกิดมาผัวเมียก็ทำมาค้าขึ้น ฐานะดีขึ้นกว่าปรกติ ทำให้สองผัวเมียรักลูกชายคนนี้มาก จนกระทั่งลูกชายอายุครบห้าปี สองผัวเมียก็ปรึกษากันเรื่องตั้งชื่อให้ลูก

ยายเหราว่า “ชื่อมันไอ้จุกก็แล้วกัน”

“บ้าชื่อส่งเดชได้รึแก ลูกเทวดาให้ทั้งทีต้องตั้งให้มันเพราะหน่อยข้าว่าตั้งชื่อว่าศรีธนญชัยเป็นไง”

“เอาเข้าทีดีเหมือนกัน แกตั้งชื่ออย่างนี้หมายความอย่างไร”

“ฮึ หมายความว่าอย่างไรข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแว่วๆ คล้ายมีคนมากระซิบ”

“เทวดาคงมากระชิบแกกระมังเอาศรีธนญชัยเป็นศรีธนญชัย”