สากกระเบือออกดอก

นายพยุง ญาณโกมุท ผู้เล่า

นานมาแล้วที่ท้ายพระนครหนึ่ง มีวัดอยู่วัดหนึ่ง ที่วัดนั้นมีหลวงตาแก่ๆ องค์หนึ่งประกอบด้วยท่านสมภารและเด็กวัดอีกหลายคนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของสมภาร วันหนึ่งขณะที่หลวงตานั่งฉันเพลอยู่นั้น หลังจากฉันอาหารอิ่มเสร็จแล้ว ท่านก็เอาไม้จิ้มฟันแล้วก็ทิ้งลงตรงร่องข้างหน้าท่านกิจวัตร์ที่หลวงตาองค์นี้กระทำมานานตั้งแต่ท่านเริ่มบวช คือเมื่อฉันอาหารเสร็จมื้อใด ก็จะจิ้มฟัน แล้วก็เอาไม่จิ้มฟันทิ้งลงไปในร่อง วันนั้นหลังจากที่ท่านฉันอาหารเพลอิ่มท่านก็เอาไม้จิ้มฟันแล้วก็ทิ้งลงไปในร่องดังเดิม แต่ในวันนั้นท่านทิ้งไม้จิ้มฟันลงไปแล้วท่านก้มลงมองดูลงไปที่ใต้ถุนหอฉัน ก็ปรากฏว่าไม้จิ้มฟันของท่านนั้นมันกองสูงท่วมขึ้นมาเกือบถึงพื้นหอฉัน

หลวงตาองค์นั้นก็เกิดความรู้สึกขึ้นว่า เอ ! ตัวเรานี่หนอ ถ้าหากว่าตั้งแต่บวช เราจะศึกษาเล่าเรียนหนังสือวันละสองตัวเหมือนกับเราได้จิ้มฟันวันละ 2 อัน เช้าอันหนึ่ง เพลอันหนึ่ง แล้วก็ทิ้งไม้จิ้มฟันนั้นลงไปใต้ถุนหอฉันนี้ ถ้าเราสามารถเรียนหนังสือวันละ 2 ตัว 2 ตัวได้ตั้งแต่บวชมา ป่านนี้เราคงมีความรู้มากมายเหลือเกินกับไม้จิ้มฟันที่กองอยู่ใต้ถุนหอฉันนั้น

พอหลวงตาได้คิดดังนั้นแล้ว ท่านก็มุ่งกลับไปกุฏิแล้วก็เรียกเอาเด็กลูกศิษย์สมภารคนหนึ่งที่อ่านหนังสือออกเอามาที่กุฏิ แล้วท่านก็บอกเด็กวัดศิษย์สมภารคนนั้นว่าให้ช่วยสอนหนังสือท่านที เด็กมันเริ่มสอนหนังสือให้หลวงตา มันก็สอนให้อ่าน ก.ข้อ ข. ข้อ ไปตามที่มันเคย เด็กมันเคยได้เรียนมาจากท่านสมภารพอหลวงตาได้รับบทเรียนนี้เด็กลูกศิษย์สมภารสอนให้ท่านก็ออกเสียงดังๆ เพราะกลัวว่ามันจะลืม แล้วก็เด็กลูกศิษย์สมภารมันก็บังคับให้ต้องอ่านออกเสียงดังๆ ด้วย ท่านก็อ่านออกเสียง ก. ข้อ ข.ข้อ

ขณะนั้นเองพระราชาแห่งแคว้นเสด็จผ่านมาทางที่วัดนั้น ครั้งได้ยินเสียงหลวงหาอ่านหนังสือสำเนียงเป็นคนแก่ๆ พระราชาก็หยุดประทับแล้วก็รับสั่งให้อำมาตย์ราชบริพารที่ติดตามมาไปสืบดูทีหรือว่า เสียงคนแก่ๆ อ่านหนังสือ อ่านทำไม อำมาตย์ก็ออกไปสืบได้ความดังที่เล่ามาข้างต้น คือไปพบหลวงตาแก่ๆ อ่านหนังสือ เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือเมื่อตอนแก่ๆ โดยมีเด็กวัดเป็นผู้สอนให้ พระราชาทรงพระสรวลตรัสอุทานออกข้าว่า “พุธโธเอ๋ย เรียนเมื่อไรไม่เรียน มาเรียนเอาเมื่อสากกระเบือออกดอก” พอพระราชาอุทานเสร็จก็เสด็จกลับพระนคร

ข่าวที่พระราชาอุทานว่าหลวงตาว่า เรียนเมื่อไรไม่เรียนเอาเมื่อสากกระเบือออกดอก นี่ล่วงรู้เข้าหูหลวงตาเข้า หลวงตาก็เกิดความมุมานะว่าดีละเราจะต้องมานะเรียนเอาวันละ 2 ตัว 3 ตัวนี่เรียนให้สำเร็จให้ได้ ตั้งแต่นั้นมาหลวงตาก็มานะเรียนหนังสือจนกระทั่งสามารถอ่านหนังสือ เขียนหนังสือได้แตกฉาน พอสามารถอ่านหนังสือ เขียนหนังสือได้แตกฉานแล้ว หลวงตาก็เริ่มไปต้นเอาคัมภีร์เก่าๆ มา คัมภีร์เทศน์เก่าๆ มาหัดอ่าน หัดเทศน์ เทศน์จนกระทั่งได้คล่องแคล่ว และเทศน์ได้ไพเราะเหมาะเจาะทีเดียว

กาลล่วงเลยมานาน จนกระทั่งมาวันหนึ่งมเหสีของพระราชของแคว้นนั้นก็สวรรคตลง พระราชาก็จะประกอบพระราชพิธีปลงศพพระมเหสีก็คิดว่า เอ ! มเหสีเราเป็นสุดที่รัก ขณะที่เราคิดว่าเราจะปลงพระศพนี้ เราเห็นจะต้องให้อำมาตย์ไปหานักเทศน์เก่งๆ เอาเข้ามาเทศน์ เพื่อจะได้เป็นบุญกุศลและก็เป็นเกียรติแก่ตัวเราซึ่งเป็นพระราชาแห่งแคว้นด้วย จึงมีรับสั่งให้อำมาตย์ไปเสาะหาพระนักเทศน์ที่เป็นที่นิยมที่สุดในแคว้นเอาเข้ามาเทศน์ถวาย อำมาตย์ก็ไปเสาะจนกระทั่งไปได้หลวงตาองค์ที่ว่านั้นเอาเข้ามา เมื่อหลวงตาเข้ามาถึงพระราชวังแล้ว ครั้นได้เวลาก็ขึ้นธรรมาสเทศน์ ให้จุลนียบทเสร็จหลวงตาก็เริ่มเดินเรื่อง ก็เทศน์ว่า วันนี้อาตมาภาพขอรับประทานวิสัชชนาจะเทศน์เรื่องสากกระเบือออกดอก เสร็จแล้วก็ดำเนินเรื่องว่า มีหลวงตาแก่ๆ องค์หนึ่งพึ่งคิดได้ ได้สติขึ้นมาก็เริ่มเรียนหนังสือ พระราชาองค์หนึ่งเสด็จผ่านมาได้ยินเข้าก็ปรามาสว่า มาเริ่มเรียนเอาเมื่อแก่ เมื่อต้นๆ ไม่เรียนซะจะมาเรียนเอาเมื่อสากกระเบือออกดอก หลวงตาก็เทศน์ พระราชาประทับบนพระอาสน์ได้ฟังดังนั้นก็ทรงรำลึกได้ว่า เรื่องราวที่หลวงตาเทศน์มานั้น คือ เรื่องราวของพระองค์เอง ก็กริ้วทีเดียวรับสั่งให้อามาตย์เอาหลวงตานั้นไปเนรเทศเสีย ว่าห้ามเหยียบแผ่นดินของพระองค์ หนอยแน่มาลำเลิกเอาต่อไปนี้อย่ามาเหยียบแผ่นดินของพระองค์เองไม่ได้ หลวงตาก็รับคำ ก็กล่าวขึ้นว่า รับประทานมหาบพิธการที่จะไม่ให้อาตมาเหยียบแผ่นดินของพระองค์นั้น อาตมาก็ไม่ขัดข้องแต่ทว่า ก็ขอให้ส่งอาตมากลับไปสู่วัดเสียก่อน พระราชาก็อนุญาต

ครั้นหลวงตากลับมาถึงวัด หลวงตาก็เข้าไปอยู่ในโบสถ์ ไปจำพรรษาไปจำวัดอยู่ในโบสถ์นั่น พระราชาก็กริ้วเห็นว่าหลวงตา ขัดคำสั่งไม่ออกไปพ้นดินแดนของพระองค์ก็ให้อามาตย์ไปลากตัวเอาหลวงตามาอีก หลวงตามาถึงก็บอกว่าท่านไม่ได้เหยียบผืนแผ่นดินของพระราชาและก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของพระราชาแล้ว พระราชาก็บอกว่าเอ้าก็การที่หลวงตายังไม่ได้ออกจากวัดนั้น ยังไม่เป็นการขัดพระราชโองการอีกหรือ ก็วัดนั้นอยู่ในเขตแคว้นของพระองค์ หลวงตาก็ตอบว่า หาใช่ไม่พระพุทธเจ้าข้าพระมหาบพิธภายในเขตพระอุโบสถเป็นเขตวิสูงคามสีมา คือเป็นเขตของพระพุทธเจ้าต่างหากเล่า ภายในใบเสมาเข้ามานะ เป็นเขตของพุทธาวาส ไม่ใช่เขตของพระราชอาณาจักร พระราชาได้ฟังหลวงตาพูดดังนั้นก็อึ้งจนพระทัยทีเดียวก็รับสั่งไล่กลับไปอยู่ดังเดิม ครั้นหลวงตากลับไปก็เข้าไปอยู่ในโบสถ์ดังเดิม

คราวนี้ถึงคราวปลงพระศพ คือ จะถวายเพลิงก็จำเป็นจะต้องตามธรรมเนียมนะ ต้องให้พระที่เป็นพระธรรมองค์ธรรมถึกที่มาเทศน์นี่ จะได้ต้องปลงศพ พอจะเอาศพขึ้นถวายพระเพลิงสังฆการีผู้ทำหน้าที่ทางสงฆ์ก็ทูลทักท้วงพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์จะต้องให้หลวงตาองค์ที่มาเทศน์นะมาปลงพระศพเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็ผิดพระราชประเพณีพระราชาก็รับสั่งให้อำมาตย์ไปตามหลวงตามา ไปนิมนต์หลวงตามาใหม่ อำมาตย์ก็ไปที่หลวงตา หลวงตาก็ถามว่ามาทำไมอีกล่ะ อำมาตย์ก็บอกกับหลวงตาว่า พระราชาให้มานิมนต์เพื่อจะปลงศพ พิจารณาศพ หลวงตาก็บอกว่าอาตมาภาพไปไม่ได้เพราะพระราชาได้ตรัสไว้ว่า ห้ามไม่ให้อาตมาเหยียบแผ่นดินของพระองค์ อาตมาก็สุดที่จะปฏิบัติตามได้คราวนี้ก็เกิดการวุ่น อำมาย์ไปทูลพระราชาจะทำอย่างไรจนปัญญา พระราชาก็นึกขึ้นมาได้ เอะ ถ้าอย่างนั้นลองเอาอย่างงี้ใช้อำมาตย์เราลองไปถามหลวงตาว่า แล้วจะทำอย่างไรอำมาตย์ก็ไปถามหลวงตา หลวงตาก็บอกว่าเอาล่ะเพื่อจะมิให้เป็นการผิดพระราชประเพณีหลวงตาก็ยินยอมที่จะเป็นผู้พิจารณาพระศพให้ แต่ทว่าเนื่องจากติดขัดหลวงตาไม่สามารถที่จะไปที่ในพระราชวังได้ หลวงตาก็ให้เอาด้วย เอาเชือกผูกจากพระศพติดต่อโยงมาจากพระราชวังมาจนกระทั่งถึงโบสถ์ที่หลวงตาจำอยู่ จำพรรษาอยู่นะ พระราชาก็รับส่งให้ปฏิบัติตาม หลวงตาก็จับเอาด้ายสายเชือกที่โยงจากพระศพพิจารณาอยู่ในโบสถ์ของวัดนั้นนับตั้งแต่นั้นมาก็เกิดประเพณีการใช้สายสิญจน์ โยงจากศพมาเพื่อให้พระพิจารณา

อ้า ! นิทานเรื่องนี่เพื่อจะสอนให้รู้ว่า ความพากเพียรพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่นเหมือนกับนิทานเรื่อง สากกระเบือออกดอก ความจริงคำว่า สากกระเบือออกดอกนั้น สากกระเบือกคำนี้ไม่ควรจะมีความหมายไปในทางหยาบคาย เพราะคำว่าสากกระเบือเห็นทีจะมาจากคำว่า สากข้าวเบือ ข้าวเบือนะหมายถึงข้าวสาร เวลาที่จะตำน้ำพริกเพื่อจะแกง แม่ครัวต้องการที่จะให้น้ำพริกมันข้น เขาก็จะเหยาะเอาข้าวสารตำโขลกปนลงไปในน้ำพริก ข้าวสารที่โขลกลงไปในน้ำพริกนั้น เราเรียกกันว่าข้าวเบือคราวนี้สากที่ใช้โขลกน้ำพริกนั้น จึงเรียกว่า สากข้าวเบือ เพราะสากมีหลายชนิดเช่น สากตะลุมพุก สากสองหัว สากมือ คราวนี้พอมาถึงสากที่ใช้สำหรับตำข้าวเบือ ในตอนแรกๆ ก็คงเรียกกันว่า สากสำหรับตำข้าวเบือ หนักเข้าคำก็กร่อนลงเป็นสากกระเบือ จึงไม่น่าจะเป็นคำที่หยาบคายแต่ประการใด นิทานเรื่องนี้ก็จบลงเพียงแค่นี้