นายข้าวเย็น

น.ส.ปราณีต บุญเรืองรัตน์ ผู้เล่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งยากจนมาก แต่เป็นพ่อและแม่ก็พยายามเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวที่ชื่อเย็นมาด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนกระทั่งเมื่อเย็นอายุได้ 15 ปี พ่อและแม่ก็สิ้นบุญไปพร้อมๆ กัน

เย็นออกเดินทางจากบ้าน ระเหเร่รอนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า เพราะตัวเองไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวและวิชาความรู้ก็ไม่มี เขาได้ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และได้เขาทำงานที่บ้านเศรษฐีใจบุญคนหนึ่ง เขาได้ให้เย็นช่วยทำงานโดยทำหน้าที่เอาควายไปเลี้ยงในทุ่งตั้งแต่เช้า จะกลับก็ตอนเย็นๆ

แม้จะเข้ามาอยู่ในบ้านของเศรษฐีแล้ว เย็นยังเป็นเย็น เขาไม่เคยลืมตนว่าเขาเป็นใคร เขาออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อเอาควายไปเลี้ยงที่กลางทุ่ง และกว่าจะกลับก็ค่ำมืด เลยกินข้าวแต่เย็น ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนๆ เลยเรียกเขาว่า นายข้าวเย็น

อยู่มาวันหนึ่ง นายข้าวเย็นก็ออกไปเลี้ยงควายที่ทุ่งนาตั้งแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน บ่ายวันนั้น เขานอนหลับที่ใต้ต้นตาลด้วยความเหน็ดเหนื่อยและได้ฝันว่า เทวดาองค์หนึ่งได้เดินทางมาหา และพูดกับเขาด้วยความสงสารว่า

“เย็นเอ๋ย.... เจ้าเป็นคนดี มีความอดทนและขยันขันแข็งในการทำงาน เราสงสารเจ้ามาก เราจะให้ของดีแก่เจ้าสักอย่างหนึ่ง.... ต่อไปนี้เมื่อเจ้าจะพูดอะไรก็ขอให้เป็นอย่างที่พูด”

ว่าแล้วเทวดาก็ถ่มน้ำลายเข้าไปในปากของนายข้าวเย็น แล้วก็หายไป

เมื่อนายข้าวเย็นตกใจตื่นขึ้นมา เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเลี้ยงควายอยู่จนเย็นค่ำ จึงได้ไล่ต้อนควายกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนๆ ขณะที่กำลังไล่ต้อนควายกลับบ้านนั่นเอง เขาได้เล่าถึงความฝันของเขาเมื่อตอนบ่ายให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อนๆ จึงยุนายข้าวเย็น ให้ทดลองดูว่าจะเป็นจริงเหมือนอย่างที่เทวดาบอกในฝันหรือไม่

นายข้าวเย็นจึงชี้ไปที่ควายที่กำลังเดินอยู่แล้วพูดว่า

“จงหยุดเดินเดี๋ยวนี้”

ปรากฏว่า ควายทั้งหมดหยุดเดิน ยืนนิ่งเป็นหุ่น ต่อเมื่อนายข้าวเย็นพูด

“จงเดินต่อไป” ฝูงควายก็ออกเดินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพื่อนๆ ของนายข้าวเย็นรู้สึกตื่นเต้นกันมาก ที่นายข้าวเย็นกลายเป็นคนมีวาจาสิทธิ์

เมื่อนายข้าวเย็นกลับมาถึงบ้านเศรษฐี เขาก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวใดๆ ให้เศรษฐีฟัง ในขณะนั้นนายข้าวเย็น เหลือบไปเห็นบุตรสาวของเศรษฐีกำลังนั่งเล่นอยู่ที่นอกชาน เขาจึงได้พูดขึ้นว่า

“จงนั่งอยู่อย่างนั้น”

บุตรสาวของเศรษฐีนั่งติดอยู่ที่นอกชานโดยไม่มีอาการไวติงแต่อย่างใด ตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั้งดึก เศรษฐีให้รู้สึกแปลกใจมากในอาการของบุตรสาวตนที่นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมพูดจาแต่ปราการใด ช้ำยังนั่งนิ่งไม่ยอมไหวติงเลย เศรษฐีรู้สึกกลุ่มใจเป็นอันมากในอาการผิดปกติของบุตรสาว

เช้าวันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้ให้คนไปตามหมอมาตรวจ และรักษาอาการของบุตรสาวของตน แต่ก็ไม่มีหมอคนใดสามารถเยียวยาได้ถูกกับโรคทำให้มีอาการเป็นเช่นปกติได้ เศรษฐีกลุ่มใจเป็นที่สุด จึงให้ประกาศป่าวร้องว่า ถ้าใครสามารถทำให้บุตรสาวของตนเป็นปกติดังเดิม ก็จะยกบุตรสาวให้แต่งงานอยู่กินกับบุคคลนั้น และจะยกทรัพย์สมบัติของตนให้ครึ่งหนึ่งด้วย

ปรากฏว่ามีผู้อาสามารักษาบุตรสาวของลูกเศรษฐีกันคนแล้วคนเล่า แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาเยียวยา ให้บุตรสาวเศรษฐีรู้สึกกลุ้มใจเป็นอันมากในอาการผิดปกติของบุตรสาว

เช้าวันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้ให้คนไปตามหมอมาตรวจ และรักษาอาการของบุตรสาวของตน แต่ก็ไม่มีหมอคนใดสามารถเยียวยาได้ถูกกับโรคทำให้อาการเป็นเช่นปกติได้เศรษฐีกลุ่มใจเป็นที่สุด จึงให้คนประกาศป่าวร้องว่า ถ้ามีใครสามารถทำให้บุตรสาวของตนเป็นปกติดังเดิม ก็จะยกบุตรสาวให้แต่งงานอยู่กินกับบุคคลนั้น และจะยกทรัพย์สมบัติของตนให้ครึ่งหนึ่งด้วย

นายข้าวเย็นรู้สึกสงสารเศรษฐี และเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ครอบครัวของเศรษฐีต้องวุ่นวาย และทำให้เศรษฐีไม่สบายใจอย่างนั้น เขาจึงบอกกับเศรษฐีว่า เขาจะทำให้บุตรสาวเศรษฐีมีอาการเป็นปกติ เศรษฐีไม่เชื่อว่านายข้าวเย็นจะมีความสามารถแต่ก็ไม่ได้พูดจาอะไร นายข้าวเย็นจึงพูดกับลูกสาวเศรษฐีว่า

“จงเคลื่อนไหวดังเดิม”

ลูกสาวเศรษฐีก็หายเป็นปกติ พูดจา และเคลื่อนไหวได้ตามคำพูดของนายข้าวเย็น

เศรษฐีรู้สึกดีใจเป็นอันมาก และแปลกใจในความสามารถและวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ของนายข้าวเย็น เขาได้จัดพิธีแต่งงานระหว่างนายข้าวเย็นกันบุตรสาวของเขาขึ้นอย่างใหญ่โตมโหฬาร และได้มอบสมบัติให้นายข้าวเย็นและบุตรสาวก็ครองรักกันมาด้วยความผาสุก

นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลผู้ประกอบกรรมดี มีความอดทนและขยันขันแข็งในการทำงาน ย่อมจะได้รับผลตอบแทนในกรรมดี ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังเช่นนายข้าวเย็นผู้ได้รับวาจาสิทธิ์จากเทวดาในนิทานเรื่องนี้