ความดีของวิภา

นางอนงค์ ถิ่นสถาน ผู้เล่า

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวซึ่งอยู่ด้วยกัน พ่อ แม่ ลูกนั่นก็คือวิภา ตอนนี้วิภาอายุ 10 ขวบ ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เธอขอพ่อกับแม่ไปขายของกับเพื่อน ซึ่งก็มี กาบแก้ว มณีและวิฑูรย์ ทั้ง 4 ช่วยกันทำร้านที่ใต้ต้นก้ามปูโดยครั้งแรกก็ทำแคร่และนำผลไม้จากสวนของพ่อแม่ซึ่งพวกเขาร่วมทุนกันซื้อมาขาย โดยวางขายบนแคร่ ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ก็ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาซื้อ มณีจึงบอกว่า “เฮ้อ ขายมาตั้งครึ่งวันแล้วยังขายไม่ได้เลยสักอย่าง สงสัยไม่มีใครสนใจร้านของเราแน่เลย“ วิฑูรย์จึงออกความคิดขึ้นว่า “ฉันว่าเราควรหาป้ายมาติดนะ เพราะบางทีผู้คนอาจจะยังไม่รู้จักร้านเราก็ได้” วันนั้นทั้ง 4 คน จึงช่วยกันทำป้ายใหญ่ๆ เป็นป้ายเชิญชวน ลูกค้าก็เริ่มทยอยกันมาซื้อของ จากนั้นในกลุ่มมีความคิดว่าควรจะทำเพิงไว้ให้สำหรับลูกค้านั่งเล่นทั้ง 4 คนจึงไปปรึกษาผู้ใหญ่ พ่อแม่ของเด็กก็ให้คนงานมาช่วยทำเพิง เมื่อร้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว มณี วิภา กาบแก้วและวิฑูรย์ ก็นำถังน้ำมะพร้าวอ่อนแช่เย็นมาตั้งไว้เพื่อบริการลูกค้า ซึ่งเด็กๆ ขายผลไม้ได้ดีมาก ทั้งซื่อสัตย์กับลูกค้า มีหญิงร่างท้วมคนหนึ่งบอกว่า “เนี่ย เด็ก ๆ ซื่อสัตย์กันดีนะ วันนี้ฉันซื้อมังคุดไปสิบกิโล ไปชั่งดูที่บ้านไม่ขาดตาชั่งเลยแถมยังได้เกินด้วย” เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกค้าชม

วันหนึ่งลูกค้าเข้ามากินน้ำมะพร้าวและเมื่อกินเสร็จก็เดินออกไป วิภาเห็นเขาทำกระเป๋าเงินหล่นไว้จึงเก็บไว้แล้วเดินตามชายผู้นั้นไปและบอกว่า “คุณน้าคะ คุณน้าทำกระเป๋าเงินหล่นไว้หน้าร้านของหนูค่ะ” ชายผู้นั้นจึงล้วงกระเป๋าดูพบว่าหายจริงๆ จึงพูดว่า "ถ้าหนูไม่เอามาคืนลุงคงต้องตายแน่ๆ เพราะจะเอาเงินไปซื้อยาให้ลูก ขอบใจมาก”

เมื่อโรงเรียนเปิดเทอมทุกคนก็ไปโรงเรียน จนกระทั่งวิภาอายุ 25 ปี เธอก็ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าและล้วงกระเป๋าจะนำเงินไปจ่าย แย่แล้วเธอหากระเป๋าไม่เจอ อยู่ๆ ก็มีหญิงคนหนึ่งพูดกับเธอว่า “คุณคงหากระเป๋าเงินอยู่มั้งค่ะ ดิฉันเห็นคุณทำตกไว้บนรถเมล์เลยเดินตามมาคืนดูก่อนนะคะเงินครบหรือเปล่า” เมื่อวิภาตรวจดูเงินเธอพบว่าเงินอยู่ครบและก็บอกขอบคุณหญิงคนนั้น เธอยังจำเรื่องเมื่อ 15 ปีก่อนได้ เธอคิดแล้วจิตเป็นสุข นี่คงเป็นผลของความดี