ปลาบู่ทอง

นางทิพรัตน์ พูลเพิ่ม ผู้เล่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหาปลาคนหนึ่งชื่อนายเศรษฐี มีเมียสองคนเมียหลวงชื่อว่ากนิษฐา เมียน้อยชื่อว่านางกนิษฐี นางกนิษฐามีลูกสาวสวยชื่อเอื้อย นางกนิษฐีมีลูกสาวสองคนชื่ออ้ายและอี่ ซึ่งเศรษฐีจะหลงรักเมียน้อยมากเลย คอยเข้มงวดดุด่าเมียหลวงอยู่เป็นประจำ มิหนำซ้ำเวลาพ่อแม่ไม่อยู่แม่เลี้ยงก็มักหาเรื่องเฆี่ยนตีเอื้อยและยังถูกน้องสองคนข่มเหงรังแกอีกด้วย

ทุกเช้าเศรษฐีก็ลงเรือไปหาปลากับเมียน้อยบ้าง เมียหลวงบ้างสลับกันไป อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีก็ให้นางกนิษฐาลงเรือไปหาปลากับตนแต่เช้าตรู่เลย โดยให้เมียคัดท้ายเรือตัวเองก็เหวี่ยงแห วันนั้นก็เป็นวันเคราะห์ร้าย ไม่มีปลาติดเลยแม้แต่ตัวเดียว พอทอดไปซักพักหนึ่งก็ทอดแหไปติดเอาปลาบู่ทอง นายเศรษฐีก็จะโยนลงน้ำแต่นางกนิษฐาก็อ้อนวอนให้เก็บไว้ไปให้เอื้อยลูกสาวเลี้ยง แต่นายเศรษฐีก็ไม่ย่อมโยนปลาบู่ลงน้ำไปแล้วก็ทอดแหไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนที่ทอดไปที่นู่นที่นี่ ครั้งสุดท้ายก็มาติดปลาบู่ทองตัวเดียว นายเศรษฐีก็โยนลงน้ำอีกตามเคยเพราะรำคาญใจ นางกนิษฐาก็อ้อนวอนขอให้เอาปลาบู่ทองไว้เถอะจะเอาไปฝากเอื้อย นายเศรษฐีก็โกธรจัดเลย ไหนจะเหนื่อยไหนจะหิวก็เลยหันมาตบตีเมียเป็นการใหญ่แล้วก็ผลักลงน้ำไป เมื่อผลักเมียลงน้ำไปแล้ว นายเศรษฐีก็กลับบ้านด้วยความผิดหวังไม่เสียดายเมียแต่ก็เสียดายว่าไม่ได้ปลากลับบ้านเลย พอกลับมาถึงบ้านก็มาพบเอื้อยลูกสาวรออยู่ที่ท่าน้ำ เอื้อยก็ถามหาแม่ของตัวเองแต่เศรษฐีก็ไม่ยอมตอบ ถามอยู่หลายครั้ง เอื้อยก็เลยคิดเอาว่าแม่คงประสพเหตุร้ายแน่ ๆ เลย ก็เสียใจทุ่มทอดตัวร้องไห้ด้วยความทุกข์อย่างแสนสาหัสแล้วก็รำพันต่าง ๆ นา ๆ นางกนิษฐีก็กลัวชาวบ้านจะได้ยินจะจับความได้ก็เรียกผัวมาช่วยกันปราบ เอื้อยก็ร้องรำพันต่างๆ นาๆ ก็เลยช่วยกันเฆี่ยนตีจนเอื้อยบาดเจ็บสาหัส เพื่อนบ้านใกล้เคียงพอได้ยินเสียงตีไม่หยุดหย่อนก็อดรนทนไม่ได้ก็พากันมาขอให้เบามือลงเสียบ้าง สองผัวเมียก็กลัวเรื่อจะอื้ออึงก็แกล้งพูดไถลกลบเกลื่อนหาว่าเอื้อยร้องเอะอะเพราะให้ไปตามแม่มันมา แม่มันหนีตามชู้ไปแล้วยังเอาข้าวของไปอีก มันนึกว่าแม่มันตายที่แท้มันก็หนีไประเริงอยู่กับชู้เนี่ย แต่ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อถือคำพูดของคนทั้งสองเลยต่างก็จูงมือเอื้อยไปให้พ้นเมืองสองผัวเมียใจร้อยคู่นั้น แล้วก็ช่วยกันใส่ยา ให้น้ำบ้างให้ข้าวกินบ้าง แล้วก็ปลอบใจจนกระทั่งเอื้อยบรรเทาความทุกข์ลงไปได้บ้างแล้วก็พาไปส่งบ้าน

พอรุ่งขึ้นแต่เช้าเลย นายเศรษฐีกะนางกนิษฐีก็ปลุกให้เอื้อยทำงาน เอื้อยก็ขอร้องว่าตัวเองบาดเจ็บจะทำงานไม่ไหว สองผัวเมียก็ไม่ยอม ก็ให้ไปให้ข้าวเป็ดไก่กวาดใต้ถุน ทำงานอื่นๆ จิปาถะ ส่วนอ้ายและอี่ซึ่งเป็นน้องก็เล่นตลอดวันเลย

ฝ่ายนางกนิษฐาเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นปลาบู่ทอง เพราะเมื่อก่อนตายนั้น นางมีจิตจดจ่ออยู่กับปลาบู่ทอง นางมีความเป็นห่วงลูกมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นปลาก็พยายามที่จะว่ายวนเวียนมาแถวท่าหน้าบ้าน เพื่อคอยหาโอกาสแสดงให้ลูกรู้

วันหนึ่งเอื้อยก็มีโอกาสลงไปนั่งเล่นที่น้ำ ก็มองลงไปในน้ำก็เจอปลาบู่ทองเกร็ดสีเหลืองอร่ามงดงามมาก ปลาบู่ทองแทนที่จะหนีเอื้อยกลับว่ายเข้ามาหาแล้วก็พูดนางปลาบู่ทองก็เล่าให้ลูกฟังเกี่ยวกับเคราะห์กรรมที่นางได้รับจากผัวใจร้าย เมื่อเอื้อยได้รู้ว่าเป็นแม่ของตัวเอง สองแม่ลูกก็พร่ำรำพันปรับทุกข์กันจนได้เวลาเอื้อยก็ต้องกลับขึ้นไปบนบ้าน ก่อนจะกลับขึ้นไปเอื้อยบอกว่า “แม่อย่าไปไกลนะเดี๋ยวแม่จะไปติดแหคนอื่นเขาเข้า ถ้าเรียกแม่เมื่อใดล่ะก็แม่มาหานะ หนูจะคอยนำอาหารมาให้แม่ทุกๆ วันเลย” สองแม่ลูกก็แอบมาปรับทุกข์กันอย่างนี้อยู่หลายวัน อยู่มาวันหนึ่งก็นางอ้ายแอบมาเห็นเข้าก็ไปบอกแม่ของตัวเอง นางกนิษฐีจึงออกอุบายให้นางเอื้อยออกไปเลี้ยงวัวที่ชายทุ่ง อยู่ทางนี้ก็ให้อ้ายไปที่ท่าน้ำทำเสียงเลียนแบบเอื้อยเรียกหาแม่ปล่าบู่ พ่อแม่ปลาบู่ทองโผล่ขึ้นมาก็จับมาทำอาหารกินกันแม่ๆ ลูกอย่างสำราญใจไปเลย พอกินกันเสร็จแล้วก็โยนก้างปลาให้แมวกิน ฝ่ายเกล็ดปลาก็กวาดลงร่อง ฝ่ายเป็ดที่เอื้อยเลี้ยงเห็นเข้าก็สงสารเอื้อยก็เอาปากคุ้ยเขี่ย อมเกล็ดปลาไว้ อมเกล็ดปลาไว้ เอาไว้ฝากเอื้อย พอเอื้อยกลับมาถึงบ้านก็ตรงไปที่ท่าน้ำไปเรียกหาแม่ปลาบู่ เอื้อยก็เรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววของแม่ให้เห็นเลยเอื้อยก็วิ่งร้องไห้ขึ้นจากท่าน้ำ เจ้าเป็ดน้อยเห็นเข้าก็วิ่งมาหา แล้วก็คายเกล็ดปลาบู่ให้เอื้อยแล้วบอกว่า “นี่แม่เจ้าตายแล้วนะ เขาจับมากินวันนี้เอง” เอื้อยร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ไม่รู้จะคิดอ่านประการใดก็ได้เก็บเกล็ดปลาบู่ห่อผ้าไว้ พอวันรุ่งขึ้นก็เอาไปฝังที่ชายป่า ตั้งสัตย์อธิษฐานขอให้งอกเป็นมะเขือเปราะสองต้น เทวดาก็เห็นเอื้อยเป็นเด็กมีความกตัญญูก็ทรงบันดาลให้เป็นไปตามที่ปรารถนา ทุกวันเอื้อยก็จะไปกราบไหว้ต้นมะเขือ บางทีก็ไปนอนเล่นไปพูดคุยอยู่ใกล้ๆ พอมีความสุขขึ้นมาบ้าง ไม่ช้าไม่นานก็รู้ไปถึงหูแม่เลี้ยงใจร้าย นางแม่เลี้ยงก็สั่งให้อ้ายสะกดรอยตามไปในป่า เพื่อจะให้เวลาเอื้อยเผลอก็ให้ถอนต้นมะเขือเก็บลูกมากินให้หมดเลย นางอ้ายก็ทำตามแม่ทุกอย่างเลย

คราวนี้ก็เหมือนกันเจ้าเป็ดน้อยก็เก็บมะเขือมาบอกเอื้อยอีกน่ะแหล่ะ เอื้อยก็เก็บมะเขือห่อผ้าไว้ เมื่อได้เวลาออกไปเลี้ยงวัวก็นำเม็ดมะเขือไปด้วย แล้วก็ฝังไว้ในป่า แล้วก็อธิฐานขอให้งอกเป็นต้นโพธิ์ทองเทวดาก็ดลบันดาลให้ไป เป็นไปตามที่เอื้อยขอมา

อยู่มาวันหนึ่งท้าวพรหมทัตเสด็จออกประพาสป่าก็ทอดพระเนตรเห็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองสวยงามมากทีเดียวก็ให้เสนาไปสืบดูว่าเป็นของใคร พระองค์อยากจะได้ไปปลูกไว้ในวัง เสนาก็ออกไปสอบถามชาวบ้านจนได้ความว่า เจ้าของต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองก็คือเอื้อยก็พาตัวมาเข้าเฝ้า ท้าวพรหมทัตทรงเห็นรูปโฉมของเอื้อยก็ทรงพอพระทัย ยิ่งได้ฟังเรื่องราวที่เอื้อยเล่าให้ฟังก็ยิ่งสงสารโปรดปรานคิดจะนำไปเลี้ยงในวัง จะแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสี จึงรับสั่งให้เอ่ยขอต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองของเอื้อย เอื้อยก็ถวายด้วยความเต็มใจ ท้าวพรหมทัตก็ทรงถอนด้วยพระองค์เองเลย แต่ถอนเท่าไร ๆ ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองก็ไม่ขยับเขยื้อน จึงรับสั่งให้พวกเหล่าเสนาข้าราชบริพารทั้งหมดเลยตลอดจนช้างม้าให้ช่วยกันถอน ก็ถอนไม่ออกอีก จึงรับสั่งให้เอื้อยถอนด้วยตนเอง เอื้อยได้ก้มลงกราบแล้วก็ขอให้แม่ดลบันดาลให้เป็นไปตามที่พระองค์ประสงค์ แล้วนางก็ถอนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองปรากฏว่าหลุดอย่างง่ายดายเลย ท้าวพรหมทัตเห็นเป็นอัศจรรย์ก็ทรงแน่พระทัยว่าหญิงคนนี้มีบุญแท้สมควรที่จะเป็นพระมเหสีของพระองค์

ฝ่ายนางกนิษฐีและลูกสาวพอรู้ข่าวเข้าว่า ท้าวพรหมทัตรับเอื้อยเข้าไปเป็นพระมเหสีในวัง ก็มีจิตใจอิจฉาริษยาหาช่องทางที่จะฆ่าเอื้อยให้ได้ แล้วก็ให้อ้ายลูกสาวตัวเองสวมตำแหน่งเป็นพระมเหสีแทน ทั้งสองแม่ลูกก็ไปปรึกษายายเฒ่ากระลีสาด ยายเฒ่าร้ายคนนี้ก็ช่วยออกอุบายให้ โดยให้อ้ายและอี่เข้าเฝ้าพระมเหสีเอื้อยแล้วก็ไปโกหกว่าพ่อป่วยมากเห็นทีจะไม่รอดให้รีบไปดูใจหน่อยเถอะ เอื้อยหลงเชื่อน้องสาวก็รีบขึ้นวอกลับไปบ้านทันที นางกนิษฐีก็รีบออกรับหน้าเอื้อยเชียว แล้วก็ออกอุบายให้เอื้อยเนี่ยส่งให้ข้าราชบริพารรออยู่นอกบ้าน โดยอ้างว่าคนเจ็บเนี่ยเห็นคนมาก ๆ เดี๋ยวอาการจะทรุดหนักตายไปเสียก่อน เอื้อยก็เชื่อนางแม่เลี้ยงให้ถอดเครื่องทรงนางกษัตริย์ออกเพื่อชำระพระองค์ก็ยอม พอเอื้อยเดินเหยียบเข้าไปในห้องด้านในเท้าก็ไปเหยียบกระดานกลเข้า ก็พลันหล่นลงไปในกระทะน้ำเดือดซึ่งอยู่เบื้องล่างเสียชีวิตทันที

ครั้นแล้วเมื่อเอื้อยเสียชีวิตไป นางกนิษฐีและยายเฒ่ากระลีสาดก็ช่วยกันแต่งตัวอ้ายด้วยเครื่องทรงของเอื้อยขึ้นวอเข้าไปในวังโดยไม่มีผู้ใดสงสัยแต่ประการใด พอถึงพระราชวังก็แกล้งทำเป็นมารยาว่าไม่สบายขออยู่แต่ในห้อง ท้าวพรหมทัตเนี่ยโดนเวทย์มนต์ของยายเฒ่ากระลีสาดเข้าก็หลง ก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนมิได้สงสัยแต่ประการใด แต่พระองค์ก็เศร้าพระทัยเมื่อเห็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองเหี่ยวเฉาไปก็ยิ่งฉงนพระทัย แต่ก็ไม่รู้ที่จะคิดอ่านประการใดเพราะไม่รู้สาเหตุ

เมื่อเอื้อยตายไปแล้วเนี่ยก็กลับชาติมาเกิดเป็นนกแขกเต้า แต่จิตใจก็ยังเป็นของนาง คอยห่วงใยพระสวามีแล้วก็ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองซึ่งเป็นแม่ ก็บินมาหาพบต้นโพธิ์ทั้งสองต้นเนี่ยเฉา ก็ร้องคร่ำครวญตัดพ้อท้าวพรหมทัตต่างๆ นา นา ท้าวพรหมทัตได้ยินก็ทรงเปิดพระแกลออกมาแลดูว่า เอ๊ะ ได้ยินเสียงนกที่ไหนมาว่าเราอยู่ ก็ไปเห็นนกแขกเต้าก็ทรงไต่ถามดู ก็ได้ความจริงว่าเป็นเอื้อยพระมเหสีเสียชีวิตกลับชาติมาเกิด ก็พระองค์ก็เศร้าโศกเสียพระทัย แต่ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับอ้ายดี เพราะยังโดนเสน่ห์อยู่แต่ก็ได้เลี้ยงดูนกแขกเต้าไว้ในกรงทองใกล้พระองค์พอได้เป็นเพื่อนคุย

อยู่มาวันหนึ่งอำมาตย์ก็มากราบทูลว่า มีผู้พบเห็นช้างเผือกอยู่ทางเมืองเหนือพระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปคล้องช้างด้วยพระองค์เอง อ้ายรู้ข่าวแล้วว่านกแขกเต้านี่คือเอื้อยกลับชาติมาเกิด ก็ฉวยโอกาสที่ท้าวพรหมทัตไม่อยู่จึงเข้าไปจับนางนกแขกเต้าหักปีกคอถอนขนจนเกลี้ยงเลยจนนางนกแขกเต้าเนี่ยบาดเจ็บสาหัสเลย แล้วก็ให้นางแม่ครัวไปฆ่า แกงมาให้ตนกิน นกแขกเต้าเห็นจวนตัวก็แกล้งทำเป็นตายนอนตัวแข็งเชียว แม่ครัวก็เข้าใจว่าตายแล้วแน่ๆ เลย เอาไว้แกงกินตอนเย็นเถอะ แล้วก็ทิ้งนกไว้ฝ่ายนกแขกเต้าได้โอกาสก็กระเสือกกระสนหนีภัยไปอาศัยอยู่กับหนู ฝ่ายยายแม่ครัวก็กลับมาไม่เห็นนกก็ตกใจกลัวจึงรีบไปซื้อนกอื่นมาแกงให้อ้ายกิน อ้ายก็คิดว่าเอื้อยตายสมใจแล้วก็ถอดผ้าสไบให้นางแม่ครัวเป็นรางวัล ฝ่ายนกแขกเต้าหลบภัยอยู่ในปล่องหนูจนมีขนขึ้นมาบ้างแล้ว ก็คิดจะหนีต่อไปก็เกรงว่าปีกหางยังไม่มีเนี่ยคงไม่พ้นมือยายแม่ครัวเป็นแน่ทีเดียวหนูไม่อยากให้นกแขกเต้าไปแต่ก็ไม่สามารถจะขัดใจได้ ก็เลยพาไปส่งที่ชายป่าด้วยความอาลัยและเป็นห่วง นางนกแขกเต้าก็กระเสือกกระสนฝ่าอันตรายจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดจนกระทั่งมาถึงอาศรมของฤษี ฤษีแลเห็นรูปร่างนกแขกเต้ารูปร่างน่าเกลียดมาก น่าสงสารน่าสมเพชเป็นกำลัง ท่านก็ไม่ทันได้ดูว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมียก็ชุบให้เป็นคนเลย นางนกแขกเต้ากลับกลายเป็นหญิงที่งดงามมากทีเดียว ฤษีก็มีใจเอ็นดูก็รับเลี้ยงไว้เป็นลูก เอื้อยก็อยู่ปรนนิบัติรับใช้ฤษีตลอดมา

อยู่มาวันหนึ่ง ฤษีก็เห็นเอื้อยหงอยเหงา ก็เขียนรูปคนหลายรูปเลยให้เอื้อยเลือกจะชุบให้เป็นคนและอยู่เป็นเพื่อน เอื้อยเลือกเอารูปกุมารน้อยอายุประมาณห้าขวบฤษีก็ชุบกุมารน้อยให้ดังประสงค์กลับกลายเป็นเด็กผู้ชายน่ารักมากโดยให้ชื่อว่าลม กุมารน้อยนั้นก็เป็นทั้งลูกทั้งเพื่อน คอยช่วยปรนนิบัติฤษีที่เรียกว่าตา ทั้งได้เล่าเรียนศิลปะวิทยาการจนกระทั่งเก่งกล้าสามารถ พออายุได้เจ็ดขวบก็ถามหาพ่อของตน “เอ๊ะ! ทำไมลูกมีแต่แม่ทำไมไม่มีพ่อ” เอื้อยก็ได้เล่าความจริงให้ฟัง ลมก็ได้ขออนุญาตแม่เดินทางไปพบพ่อ เอ้อเอื้อยก็อนุญาตให้ไป แต่ก็ร้อยพวงมาลัยสอดใส่เรื่องราวของตนคล้องคอให้ลูกไป เพื่อให้ท้าวพรหมทัตได้เห็นและทอดพระเนตร และได้ทราบข่าวของตัวเอง กุมารน้อยก็เดินทางไปถึงเมืองพรหมทัตก็เที่ยวเดินดูสิ่งแปลกๆ ต่างๆ เพลิดเพลิน ปากก็ถามคนไปทั่วไปว่า “เอ๊ะ ว่าต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองอยู่ที่ไหนบ้างหนูอยากเห็นจัง” คนทั้งหลายเห็นกุมารน้อยรูปร่างสง่างามกิริยามารยาทก็น่ารัก พวงดอกไม้ที่สวมคออยู่ก็สวยงามแปลกตามากทีเดียว แถมยังถามด้วยคำถามที่คนอื่นไม่มีใครรู้แปลกกว่าเด็กทั้งปวง ต่างเล่าลือไปต่างๆ นา จนความทราบไปถึงพระกรรณของท้าวพรหมทัตเข้า พระองค์ก็แปลกพระทัยว่า เอ๊ะ! สงสัยจะเป็นผู้นำข่าวพระมเหสีมาบอกกระมัง จึงให้ทหารไปรับตัวกุมารน้อยมาเข้าเฝ้า ก็ทอดพระเนตรเห็นพวงมาลัยที่สวมคออยู่งดงามมาก พระองค์ก็ขอทอดพระเนตรใกล้ๆ พระองค์ก็ได้เห็นเรื่องราวตั้งแต่หนหลังที่พวงดอกไม้ก็ทรงโศกเศร้าคิดถึงพระมเหสีเอื้อยมาก แต่ก็กลัวความจะรู้ไปถึงอ้าย ก็เรียกลมมาซักถามในที่รโหฐานก็ได้ทราบความจริง พระองค์ก็ทรงคิดจะเสด็จไปรับเอื้อยกับลม แต่ให้คนอื่นรู้ว่าพระองค์จะไปประพาสป่า

เมื่อท้าวพรหมทัตเสด็จไปถึงอาศรมพระฤษี ก็ได้พบกับเอื้อย เอื้อยก็ดีใจมากเลยเมื่อได้พบกับพระสวามี แต่ก็รู้สึกเสียใจเมื่อรู้ว่าลมเนี่ยจะต้องกลับไปเป็นรูปกระดาษตามเดิมภายในสามวัน

เมื่อท้าวพรหมทัตรับพระมเหสีเอื้อยเดินทางกลับพระราชวัง ก็ได้ทรงจัดงานสมโภชน์ฉลองรับขวัญเจ็ดวันเจ็ดคืน จัดงานอย่างใหญ่โตมากทีเดียว เมื่อเสร็จจากงานก็ทรงตัดสินคดีพวกที่ทำร้ายพระมเหสี เริ่มตั้งแต่นางแม่ครัวพอสอบได้ความ แม่ครัวก็ซัดไปถึงอ้าย พระองค์ก็ทรงตัดสินให้ประหารชีวิตทั้งสองทันที ฝ่ายมเหสีเอื้อยก็ทรงขอพระราชทานอภัยโทษแก่คนทั้งสอง แต่นางอ้ายกลัวความผิดตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตายหนีความผิดไปเสียก่อน ท้าวพรหมทัตก็เลยลงโทษพ่อแม่ของอ้ายด้วยการให้แม่ครัวเนี่ยแกงพะแนง เอาศพอ้ายเนี่ยทำเป็นเนื้อพะแนงส่งไปให้พ่อแม่กิน ฝ่ายพ่อแม่ของอ้ายพอเห็นลูกสาวของตัวอยู่ในแกงพะแนงเข้าก็ตกใจ เสียใจจนสลบไป ส่วนอี่ลูกสาวคนเล็กเนี่ยตกใจกลัวจนพูดไม่ออกก็เลยกลายเป็นใบ้ไป ฝ่ายยายเฒ่ากระลีสาดยังไม่ทันได้ถูกสั่งประหารชีวิตก็หัวใจวายตายไปเสียก่อน ฝ่ายนายเศรษฐีกับนางกนิษฐีสำนึกผิดได้ก็จะเข้ามอบตัวโดยเข้าไปพร้อมกะอี่ พระมเหสีเอื้อยก็ได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้พ่อกะแม่เลี้ยง ท้าวพรหมทัตเนี่ยก็ทรงคงเห็นแก่พระมเหสีก็ยอมพระราชทานอภัยโทษให้ โดยชุบเลี้ยงอี่ไว้ในวังเพราะธรรมชาติได้ลงโทษไว้สาสมแล้ว ส่วนนายเศรษฐีและนางกนิษฐีก็ให้มีหน้าที่เลี้ยงนกเลี้ยงปลาอยู่ในสวนหลังวัง ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองก็เลยกลายเป็นคนมีใจเมตตากรุณารักโดยเฉพาะนกแขกเต้าและปลาบู่

ส่วนท้าวพรหมทัตและมเหสีเอื้อยได้ครอบครองราชย์สมบัติ ไพร่ฟ้าประชาชนด้วยทศพิธราชธรรมอย่างมีความสุขสืบมา