มันไม่แน่

นายประยุทธ เมืองสว่าง ผู้เล่า

ที่หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งมีสองคนตายายมีอาชีพทางการทำนา ในปีก่อนๆ นั้นฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาก็ราคาไม่ดี สองคนตายายก็อยู่ในภาวะที่มีหนี้สินอยู่ พอมาปีนี้ก็ได้ข่าวจากวิทยุว่าปีนี้ฝนฟ้าจะดี ราคาข้าวรัฐบาลก็จะช่วย สองคนตายายก็ เริ่มมีความหวังขึ้นมาว่าปีนี้คงจะลืมตาอ้าปาก ปลดหนี้ปลดสินที่ค้างอยู่เมื่อปีก่อนๆ ได้บ้าง

พอเริ่มฤดูฝนมา สองคนตายายก็เริ่มลงมือไถนาหว่านข้าว เวลาผ่านไปข้าวก็เริ่มขึ้นเต็มเขียวชอุ่มไปหมด ยายก็เริ่มพูดกับตาว่า ตาเอ๋ยแกมาดูนี่ ข้าวเราเต็มไปหมดเลย ที่เราหว่านเอาไว้เขียวดีจริงเลย ปีนี้ข้าว่าคงจะได้ข้าวเยอะนะตา ตาก็บอกว่ามันไม่แน่หรอกยายเอ๊ย ต่อมาข้าวก็สุกเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งนา ที่สองคนตายายได้ปลูกไว้ก็ได้เวลาที่จะเก็บเกี่ยว สองคนตายายก็เริ่มเก็บเกี่ยวยามเกี่ยวไปยิ้มไปก็ว่า ตาเอ๊ยข้าว่าแล้วไหมละว่าปีนี้ ข้าเราจะได้เยอะแกเห็นไหมล่ะว่าข้าเราปีนี้มันได้เยอะจริงๆ ตาก็บอกว่ามันไม่แน่หรอกยายเอ๊ย เวลาผ่านไปสองตายาย ก็เอาข้าวไปขายก็ได้เงินมา ปีนี้ข้าวราคาดีก็ปลดหนี้ปลดสิน ลืมตาอ้าปากได้ ส่วนหนึ่งก็กันเอาไว้ไปสีเป็นข้าวสาร เพื่อเอาไว้กินจะได้ไม่ต้องไปซื้อเขา

วันหนึ่งยายก็เข้าครัว เลยเตรียมที่จะหุงข้าวกะว่าจะกินข้าวที่ปลูกไว้ อุตส่าห์ไปสีมาไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อเขากิน กินข้าวของตัวเองให้อิ่มเชียวก็เริ่มหุงข้าว พอข้าวเดือดยายก็เปิดฝาหม้อ แหมมันหอมเตะจมูกเหลือเกิน ยายก็บอกว่า ตาเอ๊ยแกดูนี่ ข้าวเราปลูกเอาไว้มันหอมจริงๆ เดี๋ยวแกกับข้าจะกินข้าวให้อร่อยเชียว ตาก็ว่ามันไม่แน่หรอกยายเอ๊ย พอขาดคำที่ตาพูดเท่านั้น ยายก็โมโหสุดขีดเลย ถามทีไรก็ว่ามันไม่แน่ มันไม่แน่ก็ยกหม้อข้าวทุ่มลงใต้ถุนเสียงดังบึ้ก ตาก็บอกว่านั่นแน่ะเห็นไหมล่ะ ยาย ข้าว่าแล้วนี่จะได้กินแล้วเชียวนะ มันยังไม่แน่เลยนี่แกเชื่อข้าหรือยังล่ะยาย