ดำแดงเที่ยวเมืองไทย

ผู้เล่า

กาลครั้งหนึ่งมาแล้ว ดำแดงอยู่เมืองลาวต้องการมาเที่ยวเมืองไทย จึงเดินทางข้ามแม่น้ำโขงมา เดินทางมาจะเข้าหมู่บ้านดำแดงพบมะกอกบกจึงกินมะกอกบก เมื่อเดินทางเข้าหมู่บ้านขอน้ำชาวบ้านกิน ชาวบ้านจึงใช้กะลาตักน้ำให้ดำแดงกิน เมื่อดำแดงกินน้ำไปรู้สึกว่าน้ำหวาน (เพราะกินมะกอกมาก่อน) จึงขอซื้อกะลาจากชาวบ้านคนไทย เมื่อเดินเข้าไปในตลาดพบคนขายน้ำตาลกรวด ดำแดงไม่รู้จักจึงขอซื้อเขากินรู้สึกว่าน้ำตาลกรวดหวานดี จึงรำพึงกับตนเองว่า สารส้มเมืองไทยนี่หวานดี เดี๋ยวเราต้องซื้อสารส้มไปฝากลูกหลานบ้านเรา จึงเดินเข้าไปในร้านขายของขอซื้อสารส้มจากร้านใส่ย่าม เดินไปเรื่อยพบคนเป่าปี่อยู่ มีเด็กนั่งห้อมล้อมอยู่บนเสื่อกก จึงรำพึงรำพันว่า สากกะเบือเมืองไทยนี่ดีจริงวุ้ย เป่าเสียงเพราะด้วย กลับไปบ้านเราต้องซื้อไปเป่าให้เด็กบ้านเราดูบ้างจนเย็นก่อนกลับประเทศลาวดำแดงได้ซื้อสากกระเบือแล้วจึงเดินทางกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้านดำแดงจึงเอากระบวยมาอวดเมียว่ากะลาเมืองไทยนี่ดีจริงเลยกินน้ำหวานดี จึงยื่นให้เมีย เมียดำแดงกินปรากฎว่ามันไม่หวานจึงขว้างกะลาทิ้ง ด่าออกมาว่า ฮ่วย เมืองไทยมันหวานดีมาเมืองเราน้ำมันบ่หวานเลย ข้ามีสารส้มหวานมาแจกลูกหลาน เด็กๆ จึงรุม เข้ามาขอสารส้มไปกิน เมื่อเด็กกินสารส้มปรากฏว่ามันฝาดและเปรี้ยวจริงๆ จึงด่าออกมาว่า มันเป็นจั๋งได๋หวานอยู่เมืองไทยก็หวานดี แต่กลับมาเมืองลาวมันทำไมจึงฝาดและเปรี้ยวได้หว่าบักห่านี่ แต่ข้ามีสากกะเบือเป่าได้มาให้เจ้าฟัง จึงควักสากกะเบือจากย่ามมาเป่าปรากฏว่าไม่ดังจึงบอกให้หาเสื่อกกมาแล้วให้เด็กห้อมล้อม ปรากฏว่าเป่าจนหน้าแดงกลายเป็นหน้าดำมันก็ไม่ดังจึงขว้างสากกะเบือทิ้งแล้วพูดว่า ต่อไปจะไม่ไปเที่ยวเมืองไทยอีกแล้วอยู่เมืองไทยสากกะเบือมันเป่าดัง มาเมืองลาวเป็นจั๋งได๋มันบ่ดังแน้