ย่าผันคอเหนียง

คุณสิริพร เรืองสุรัตน์ ผู้เล่า

กาลก่อน ณ หมู่บ้านตั้งอยู่ในชนบท ไกลออกไปจากเมืองหลวง ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ ทำนา หาของป่ามาขาย หมู่บ้านแห่นี้มีหญิงอาภัพอยู่ผู้หนึ่ง นางไม่มีหนุ่มผู้ใดมาเที่ยวหาเลยเนื่องจากคอหอยพอกใหญ่โตน่าเกลียด ชาวบ้านเรียกนางว่าอีตาคอเอียง ทุกๆ คืนแม้ว่านางจะนั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางลานบ้านรอหนุ่มๆ มาเกี้ยวปรากฏไม่มีใครมาหานางเลย แม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องเพลงและเล่นดนตรีของพวกหนุ่มๆ ที่ผ่านมา นางคิดว่าคงจะแวะมาเที่ยวหาตน แต่ปรากฏว่าหนุ่มเหล่านั้นเลยไปบ้านอื่นเสียทุกๆ คราว

เมื่อเป็นเช่นนี้นางสาวรู้สึกน้อยใจ อยากจะตายเสียให้พ้นความชอกช้ำใจ วันหนึ่งขณะที่นางเห็นปลอดคน จึงจัดการตระเตรียมเครื่องใช้ ตั้งใจว่าจะเข้าไปตายในป่าเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป บางทีความตายอาจช่วยให้พ้นทุกข์ไปได้ นางมุ่งหน้าออกเดินเข้าป่าขึ้นเขาไป เป็นเวลาถึง 15 วัน โดยตั้งใจเด็ดขาดว่าเป็นตายร้ายดีตนจะไม่ยอมกลับบ้าน วันที่ 14 นางบรรลุถึงกลางดงลึก ซึ่งนางเลือกว่าที่นี่คงไม่ใครมารบกวนนาง นางคงตายอย่างเป็นสุข เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า นางล้มฟุบเป็นลมอยู่กลางดงนั้นเอง ขณะที่นางสลบไสลอยู่ที่นั่นคืนวันนั้น เป็นคืนที่เหล่าผีป่าทั้งหลายตระเตรียมยืมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการจัดเลี้ยงดูกันตามประเพณีของตน มีตนหนึ่งเดินมาเห็นคอพอกของนางสาวตา มันคิดในใจว่าเราอุตส่าห์ยืมหม้อแกงที่ไหนๆ ก็หาได้ไม่พึ่งมาพบที่นี่ ผีจึงเข้ามาคว้าคอพอกของนางไป พร้อมพูดว่า แม่นางขอยืมหม้อแกงหน่อยนะ เสร็จธุระแล้วจะนำมาคืน นางสาวตารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เอามือคำต้นคอของตนรู้สึกว่าคอพอกของตนที่เป็นอยู่นั้นหายไปหมดสิ้น นางรู้สึกดีใจยิ่งนัก รีบวิ่งบ้างเดินบ้างจนถึงบ้านโดยไม่เหน็ดเหนื่อย พอถึงบ้านก็เล่าเรื่องทั้งหลายให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อนๆ ที่ทราบคอหอยพอกของนางสาวตาหายต่างพากันชักถามจนรู้เรื่องราว ณ ที่มีหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่ง ชื่อผันแกก็คอพอกเหมือนกัน แต่ไม่ได้โตเท่าของนางสาวตา นางเองต้องการอยากให้คอพอกของตนหาย นางเฝ้าซักไซ้ไล่เลียงจนทราบความจริง นางจึงเดินเข้าป่าไป เป็นเวลาราวๆ 10 วันจนถึงป่าที่นางสาวตาสลบไสลเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย นางจึงหยุดพักกลางทางนั่นเอง

เมื่อผีมาดูนางสาวตาไม่พบ มันเห็นหญิงวัยกลางคนนอนแทนที่ จึงส่งหม้อคืนพอรุ่งเช้านางผันตื่นขึ้น เอามือลูบคลำที่ลำคอของตน แทนที่คอพอกของตนจะหาย กลับโตกว่าเดิมขึ้นอีกมากมาย นางร้องไห้เสียใจที่ตนเสียแรงอุตส่าห์ดั้นด้นเข้ามาในป่ามาทั้งที่ อยากให้หายกลับโตข้นกว่าเดิมเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ นางไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อหมดหนทางแก้ ประกอบกับนางคิดว่าวัยของตนก็ล่วงเข้ากลางคนแล้ว แม้ว่าคอจะพอกก็ไม่เป็นไร สู้ตนทำความดีแล้วความดีนั้นจะสนองให้นางสุขใจได้บ้าง กระมัง นับแต่นั้นมานางพยายามประกอบกรรมดี ช่วยเหลือกิจกรรมงานชาวบ้าน โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ชาวบ้านถึงกับออกปากสรรเสริญคุณงามความดีที่นางปฏิบัติไปถึงแม้ว่านางตายไปหลายปีก็ตาม ชาวบ้านยังกล่าวถึงนางอยู่เสมอว่า ใจบุญเหมือนผันคอเหนียง

คติที่ได้ โชควาสนาของคนนั้นไม่เหมือนกัน และย่อมกระทำได้ทุกคน หากมีความตั้งใจจริง แข่งเรือแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้