ตายแล้วกลับฟื้น

นายสะอาด ปิ่นวิเศษ ผู้เล่า

วันนั้นเป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2495 ข้าพเจ้าได้ไปทำกิจวัตรประจำวัน คือเป็นครูน้อยประจำโรงเรียนประชาบาลจุฬามณี ( วัดมงคลธรรมนิมิตร ) อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง แต่วันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกเกียจคร้านมากไม่มีกำลังใจที่จะสอนเด็กและประกอบกับความง่วงผิดปกติซึ่งข้าพเจ้าง่วงอยากหลับอยู่เสมอ ถึงอย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็จำอดทนสอนต่อไปจนหมด เวลา 15.15น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกทำการสอนพอปล่อยเด็กกลับบ้านแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 3 เส้นเศษ ข้าพเจ้าไปถึงบ้านได้ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จแล้วก็ได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่อไปคือ หุงข้าว กวาดบ้าน ถูบ้าน อาบน้ำให้ตัวเองและบุตร เมื่อเสร็จงานบ้านแล้วได้นำเสื่อมาปูนอน 2 คน ในขณะนั้นเวลาประมาณ 16.30 น. เศษ ข้าพเจ้าหลับไปเมื่อไหร่ไม่ทราบ มารู้สึกตัวเมื่อข้าพเจ้าได้ยืนอยู่ใต้ร่มไม้มีมะพร้าว ขนุน มองดูสวยงามมากมะพร้าวและขนุนกำลังมีดอกผลดก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าที่ที่ข้าพเจ้ายืนอยู่นั้นเป็นสถานที่ใด ข้าพเจ้ามองดูไปรอบตัวของข้าพเจ้า บังเอิญสายตาของข้าพเจ้ามองไปเห็นถนนสายหนึ่งยาวเหยียดไปข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ ข้าพเจ้ายกเท้าจะขึ้นเดินไปเที่ยวบนถนนสายนั้น แต่เท้ายังไม่ทันถูกกับถนนข้าพเจ้าต้องสะดุ้งเพราะได้ยินเสียงคนพูด แต่เสียงดังเหลือเกินคล้ายกับเสียงตวาดเสียงนั้นดังมาจากเส้นทางข้างหน้าของข้าพเจ้า อ้อบุญชูเหมาะเลยมาเถิดนายให้มารับถึงเวลาแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนั้นจึงบอกเขาไปว่าไม่ไปหรอกพร้อมทั้งผละวิ่งหนีทันที แต่ชายทั้ง 4 คน ที่อ้างว่ารับก็ได้ติดตามแล้วพูดว่าถึงเวลาแล้วไม่ไปไม่ได้ข้าพเจ้าก็หันไปบอกเขาว่า คุณไปบอกกับนายเถิดว่าฉันผลัดไปก่อน ฉันยังไม่ไปหรอกแต่เขาก็ตอบกลับมาอีกว่าผลัดกับเขาไม่ได้เอ็งต้องไปผลัดเอง เมื่อหมดหนทางเลี่ยงข้าพเจ้าจึงบอกว่า ถ้าเช่นนั้นต้องคอยก่อนเพราะที่มาเที่ยวนี้ไม่มีใครรู้ ข้าพเจ้าก็เดินกลับมาที่หน้าบ้านแล้วเดินเข้ารั้วบ้าน ขึ้นบันไดไปก็พบว่าบ้านสว่างไปด้วยตะเกียงเจ้าพายุและมีชาวบ้านมานั่งอยู่เต็มบ้านพร้อมทั้งร้องไห้เมื่อข้าพเจ้าขึ้นบันไดได้ก็ผละวิ่งตรงไปยังสามีของข้าพเจ้าซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หมอ ข้าพเจ้าสะดุดชายเสื่อล้มลงไป เมื่อข้าพเจ้าลุกขึ้นแล้วชาวบ้านใกล้เคียงที่นั่งอยู่บนบ้านของข้าพเจ้านั่นต่างพากันถอยหนีไปรวมกันอยู่ที่หน้าห้องครัวทั้งหมดและต่างก็ชิงถามกันว่า ครูฟื้นแล้วหรือครูไม่ตายหรือครูไม่หลอกพวกฉันหรอกข้าพเจ้าจึงบอกพวกนั้นว่าอย่ากลัวฉันเลยฉันอยากจะพูดอะไรหน่อยแล้วต้องไปเพราะเขามารับแล้วฉันอยู่ไม่ได้ ฉันยังไม่อยากตายขอผลัดเขาแต่เขาไม่ยอมเขาบอกให้ไปผลัดกับยมบาลเอง ฉันจึงต้องไปและฉันขอร้องทุกๆ คนว่า ขอให้เก็บศพไว้ 3 วันก่อน ถ้าฉันไม่กลับมาก็หมายความว่าเขาไม่ยอมแล้วจึงค่อยจัดการเผา พอดีได้ยินเสียงสุนัขหอนขึ้นแล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงเรียกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงบอกว่าโน่นเขาเร่งมาแล้วฉันไปละ ลาก่อนทุกคน นายเจ็กที่เป็นหมอจึงเอาธูปเทียนมาให้ข้าพเจ้าและบอกว่า อะระหัง อะระหัง ตอนนั้นข้าพเจ้าเกือบหมดสติแล้วรับคำพระอะระหังได้เพียง 2 ครั้งแล้วหมดสติวูบไป มารู้สึกตัว ตัวของข้าพเจ้าเองได้มายืนอยู่บนถนนสายนั้นเสียแล้วในขณะที่ข้าพเจ้าฟื้นขึ้นเวลาประมาณ 22.00 น. แล้วตายไปใหม่เวลาประมาณ 22.00 น. ตลอดเส้นทางที่เดินไปนั้นข้าพเจ้าอยู่ตรงกลางซึ่งมีคนขนาบข้าง ๆ คนละ 1 คน และอยู่ด้านหน้า 2 คน ด้านหลัง 1 คน ได้เดินมาพักใหญ่จึงได้พบโต๊ะเตียงอยู่ข้างทางเดินมีอาหาร หลายชนิด ตั้งอยู่บนโต๊ะ เช่น เหล้า ข้าว หมู ไก่ ขนมจีนน้ำยาและขนมอีกหลายชนิด คนทั้ง 4 เดินตรงไปที่โต๊ะและเรียกข้าพเจ้าว่า บุญชูยังไม่ได้กินข้าวมากินเสียซิ ข้าพเจ้าก็ตรงไปกินกับเขาเมื่ออิ่มแล้วก็ถามว่าของ ๆ ใคร เรามากินของเขา ๆ ไม่ว่าเอาหรือ คนที่มีท่าทีเป็นหัวหน้าบอกข้าพเจ้าว่าไม่มีใครว่าหรอกเขาเซ่นผีไว้ อีก 2 วัน ข้าจะกลับมาเอาเขาไป ข้าพเจ้าถามว่าบ้านใครเล่า เขาบอกว่า โน่นอย่างไรเล่าบ้านนางหล่ำหัวตะพานเขาทำบุญต่ออายุอีก 2 วัน ข้าจะมาเอาตัวไปข้าพเจ้ามองตามมือที่เขาชี้ไปก็เห็นบ้านหลังหนึ่ง