ปริศนา 4 ประการ

นายสนอง รื่นมณี ผู้เล่า

ในครั้งนั้นมีพระราชาองค์หนึ่งมีพระทัยเอนเอียงไปในข้างสนุกในเรื่องสตรีอยู่มาก เพราะพระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่กับเหล่าสาวสนมกำนัลในเกือบตลอดเวลา หากใครจะปากเปราะพูดวิเคราะห์ความไม่ดีไม่งามของสตรีเหล่านั้นให้พระองค์ได้ยินแล้วไซร้ ผู้พูดก็จะต้องเคราะห์ร้ายอย่างไม่มีปัญหาเพราะพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะฟัง

อยู่มาวันหนึ่งพระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารและเหล่าสาวสนมกำนันก็ได้พากันออกล่าสัตว์ในที่แห่งหนึ่งอันไม่ไกลจากพระนครเท่าใดนักพระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งตัดฟืน ทอนฟืนอยู่กับภรรยาสาวหน้าแฉล้ม จึงรับสั่งให้หยุดขบวน แล้วเสด็จลงจาก

“เจ้าหากินในทางตัดฟืนอย่างนี้พอกินดีอยู่หรือ”

“ก็พอประทังพระเจ้าค่ะ” ชายตัดฟืนทูนตอบ

“แล้วพอจะมีเหลือไว้บ้างหรือ เปล่าล่ะ”

“พอเก็บได้บ้างพระเจ้าค่ะ”

"เออดีแล้วล่ะ แล้วเจ้าทำอย่างไรกับงานนี้ล่ะ”

ชายตัดฟืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทูนตอบขึ้นว่า “เงินที่ข้าพระพุทธเจ้าเก็บไว้นั้นเป็นเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในครอบครัวแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็แบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกนั้นข้าพระพุทธเจ้าจะฝังดินไว้ ส่วนที่สองข้าพระพุทธเจ้าเอาไว้ใช้หนี้ ส่วนที่สามนั้นข้าพุทธเจ้าเหวี่ยงทิ้งน้ำ ส่วนสุดท้ายข้าพระพุทธเจ้าได้มอบให้กับศัตรู"

พระราชาได้ฟังคำกราบบังคมทูนของชายตัดฟืนเช่นนั้นก็ทรงเข้าพระทัยได้ทันที ว่าชายตัดฟืนได้กล่าวเป็นปริศนาต่อพระองค์ จึงมีพระราชดำรัสให้ชายตัดผืนนั้นอธิบายปริศนาทั้ง 4 ข้อให้พระองค์ฟัง ชายตัดฟืนก็กราบทูนอธิบายว่า “ที่ว่าเงินส่วนหนึ่งข้าพระพุทธเจ้านำเงินเอาไปฝังดินนั้น ข้าพระพุทธเจ้าหมายความว่าได้เอาเงินนั้นไปทำบุญให้ท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เหมือนที่เราฝังดินไว้ต้องมีคนมาขุดได้สักวันหนึ่ง ส่วนที่เอาไปใช้หนี้ข้าพระพุทธเจ้าหมายถึง ข้าพระพุทธเจ้าได้เอาเงินไปเลี้ยงดูบิดามารดา ที่ได้เลี้ยงดูข้าพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ต้นส่วนที่เหลือที่ได้เอาไปทิ้งน้ำนั้น ข้าพระพุทธเจ้าหมายถึงเงินที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เอามาเล่นการพนันกินหรือกินเหล้าเมายา ซึ่งไม่เป็นประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ส่วนที่ว่าไปมอบให้ศัตรูนั้น ข้าพระพุทธเจ้าหมายถึงได้มอบให้แก่ภรรยา”

พระราชาก็ตรัสขึ้นว่า ”คำไขของเจ้าสามข้อข้าเห็นด้วย แต่ขอที่สี่ว่าให้แก่ศัตรู คือ ภรรยานั้นข้าไม่เข้าใจเลย” เมื่อตรัสเช่นนั้นแล้ว ก็มีพระราชดำรัสให้เรียกภรรยาตัดผืนมาใกล้ๆ

แล้วตัดสั่งชายตัดฟืนว่า “ปริศนาทั้งสี่ข้อไว้เป็นความลับอย่าบอกใครเป็นอันขาด ถ้าผิดสัญญา ข้าจะจับเจ้าไปขังคุกตลอดชีวิตทีเดียว" ตลอดระยะเวลาที่เสด็จมานั้นพระองค์ทรงครุ่นคิดอยู่ตลอดว่า ปริศนาทั้งสี่มีค่ามาก ดังนั้นพระองค์จึงสั่งให้ประกาศว่าผู้ใดสามารถตีปริศนาทั้งสี่นั้นให้แตกได้บ้าง ถ้าคิดได้ข้าจะประทานรางวัลทองเท่าผลแตงให้เป็นรางวัล

หลังจากที่ประกาศปริศนานั้นเป็นเดือนๆ ก็ยังไม่ทีใครคิดได้ เผอิญพวกถือประกาศเดินผ่านไปทางบ้านชายของผู้ตัดฟืนซึ่งเป็นเจ้าของปริศนา ภรรยาซึ่งอยู่บ้านก็นึกถึงปริศนาทั้งสี่ที่สามีตนถวายพระราชาก็นึกมีใจโลภ หวังจะได้ทองโตเท่าผลแตงโมจึงนึกในใจว่า “ คืนนี้แหละจะลวงความจริงจากผัวให้ได้เพราะผัวเป็นคนถวายปริศนานั้นไว้ เมื่อพระราชาถามเราว่ารู้มาจากไหนเราจะทูนว่ารู้มาจากผัวของเรานี่แหละพระราชาก็ต้องจับผัวของเราไปขังคุก เราก็จะได้แต่งงานใหม่

ครั้นตกเวลาตอนเย็น ชายตัดฟืนกลับมาบ้าน นางก็เล่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดให้ฟังและถามถึงปริศนาสี่ประการนั้น เพื่อนางจะได้รับรางวัลทองคำแต่ชายตัดฟืนไม่ยอมบอก นางได้ฟังเช่นนั้นจึงร้องไห้ สะอึกสะอื้นราวกับว่ามีความทุกข์ใจเป็นใหญ่หลวง ข้างผัวเห็นก็ใจอ่อนปลอบถามถึงสาเหตุ มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรนักที่พี่มิแลเห็นความซื่อสัตย์สุจริตของน้องแม้แต่น้อย แม้แต่คำปริศนาที่ไม่ได้เรื่องได้ราวของพี่นั้นพี่ก็ยังไม่ยอมบอก เมื่อนางบีบนวดปรนนิบัติเอาใจเขาเข้าอีก สามีก็ขยายคำปริศนาทั้งสี่ข้อจนหมดสิ้นตั้งแต่คืนนั้น

ครั้นเช้ารุ่งขึ้น นางก็แล่นออกจากบ้านไปเช่นกัน เข้าไปบอกกับทหารยามประตูเข้ามาตอบปริศนา ทหารก็พาไปเผ้าพระราชา นางก็กราบทูลตามที่ได้รับจากสามี พระราชาก็ฉุนขึ้นมาว่านางนี้ใครแล้วตรัสว่า

“แล้วเจ้าได้คำไขปริศนานี้มาจากไหน”

“สามีของข้าพระองค์เป็นคนบอกเพคะ”

พระราชาเมื่อได้ฟังเช่นนั้น พระองค์ก็คงปล่อยให้นางกลับ พร้อมด้วยทองของรางวัล และพร้อมกันนั้นพระองค์ก็รับสั่งให้ทหารไปจับตัวชายตัดฟืนมาเข้าเฝ้า พระองค์ทรงถามว่า “ที่ข้าได้เตือนเจ้าไว้แล้วว่า ถ้าเจ้ายอมเปิดคำไขปริศนาทั้งสี่ข้อให้แก่ผู้ใด เจ้าจะต้องติดคุกตลอดชีวิต” ชายตัดฟืนได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงถึงความผิดตนจึงขอกราบทูนกรุณาที่ตัวเองทำเช่นนั้นก็เพราะรักภรรยา และคิดว่าภรรยาจะซื่อสัตย์ รักษาความลับเหมือนตน แต่คำของชายตัดฟืนมิได้ทำให้พระราชาทรงเมตตาแต่อย่างไรเลย กลับกริ้วจัดและรับสั่งให้ทหารนำตัวชายตัดฟืนไปขังคุกไว้ ขอเดชะชายตัดฟืนได้กราบทูนขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย “ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ตามที่ข้าได้กราบทูลไว้แต่ต้นนั้น บัดนี้ก็สมจริงตามนั้นแล้ว ที่ข้าบอกคำไขให้แก่ภรรยานั้นก็เพราะความรักแต่นางก็หาได้ซื่อสัตย์ต่อข้าพระพุทธเจ้าไม่ นำเอาคำไขทั้งสี่ข้อมาเฉลย ฝ่าพระบาทคงจำได้ว่า เงินส่วนหนึ่งที่ข้าพระพุทธเจ้ามอบให้แก่ศัตรูนั้นคือเงินที่ข้าพระพุทธเจ้าได้มอบให้แก่ภรรยาของข้าพระพุทธเจ้านี่เอง”

พระราชาได้ทรงทราบคำกราบทูลของชายตัดฟืนเช่นนั้น ก็ทรงเห็นความจริงตามนั้นทุกประการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยชายตัดฟืนเป็นอิสระและพระทานเงินทองให้มากมาย ชายตัดฟืนก็เลยเป็นสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา