ตายแล้วฟื้น

นายปรีชา เริงอนันต์ ผู้เล่า

ตายแล้วฟื้นนี้เกิดขึ้นที่ตำบลบางไทร อำเภอบางไทรที่วัดบางไทร ซึ่งฉันได้รับการเล่าต่อกันมาจากปู่ย่าตายายว่า นายทรัพย์ กฤษณะ เป็นผู้ตายแล้วฟื้น

ปู่เล่าว่าปู่ทรัพย์เป็นคนบางไทรแต่ได้เสียชีวิตลงบรรดาญาติทั้งหลายและเพื่อนบ้านก็ร่วมกันจัดแจงเรื่องศพ โดยทำการอาบน้ำศพและเปลี่ยนเสื้อผ้าใช้ตราสังมัดขามือแขนและคอของศพ แล้วเอาศพเข้าโลงแล้วจัดเครื่องตั้งบูชาเตรียมสวดพระอภิธรรมในตอนกลางคืน

หลังจากที่สวดพระอภิธรรมเสร็จในตอนกลางคืน ฆราวาสญาติโยมซึ่งเป็นนักสวดประจำถิ่นก็เริ่มรวมกันที่หน้าเครื่องตั้งศพ คว้าตาลปัตรตั้งสวดออกทำนองหลาย ๆ ภาษา แขกบ้าง มอญบ้าง แต่เรื่องที่นิยมมากเล่นแสดงกันมีเรื่อง จันตโครพ เรื่อง ชาละวัน

“ เจ้าชาละวันกุมภี ก่อนจะมีสาเหตุ โถมลาสาคเรศ เข้าไปในเขตเมืองหนึ่ง หัวไปโผล่พิจิตร หางไปติดสุพรรณ ”

ทิดเบิ้มนักสวดฝีปากเอกตะโกนร้องเสียงหลงไปหลงมา “กึกๆๆ” เสียงมันดังมาจากโลงศพปู่ทรัพย์ นักสวดและญาติโยมมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก และเผ่นกันหมดตัวใครตัวมัน คงเหลือสมภารกับสัปเหร่อทั้งสมภารและสัปเหร่อก็ช่วยกันเปิดโลงศพดู จึงเห็นศพเอาข้อศอกข้างขวาเคาะข้างโลงเสียงดัง กึกๆ นอกจากเสียงที่ดังจากการเคาะโลงแล้ว ยังเห็นที่ปากของปู่ทรัพย์พะงาบๆท่านสมภารจึงเอาหูทาบข้างโลงจึงได้ยินว่า "ขอน้ำหน่อย" แล้วสมภารกับสัปเหร่อก็ช่วยกันยกร่างของปู่ทรัพย์ออกมาวางกลางศาลา และเรียกพระในวัดและญาติโยมว่า "ปู่ทรัพย์ตายแล้วฟื้น ”

ผู้คนทั้งหลายเมื่อทราบเรื่องนี้ก็พากันมาดูปู่ทรัพย์และถามไถ่เรื่องราวต่าง ๆ แต่เรื่องที่ทุกคนสนใจมาและอยากรู้คือ “ชีวิตหลังความตายว่าตายแล้วไปไหน”