ละครชาตรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประวัติละครชาตรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประวัติละครชาตรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ละครชาตรีที่แสดงอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันนี้ประวัติยังค่อนข้างคลุมเคลือ เพราะขาดเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้คงเป็นเพราะศิลปินไม่ใช่บุคคลที่นิยมบันทึกและนักวิชาการในอดีตคงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ อีกทั้งคนทั่วไปก็ดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ดังนั้นการสืบสาวเรื่องราวทางทางประวัติความเป็นมาของละครชาตรี ในที่นี้จึงทำโดยอาศัยการสัมภาษณ์ศิลปินอาวุโส และผู้ทรงคุณวุฒิเป็นหลัก

ละครชาตรี มีแสดงอยู่ในอยุธยาตลอดมาประมาณ 80 ปีที่ผ่านมามีคณะละครแสดงกันอยู่หลายคณะ มีทั้งคณะที่แสดงละครนอก และคณะที่แสดงละครชาตรีพวกที่แสดงละครชาตรี ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวนอก คือ พวกละครที่มาจากภาคใต้ จากนครศรีธรรมราชและ เป็นต้นตระกูลสืบทอดเชื้อสายละครชาตรี ที่แสดงอยู่ในอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน

คณะละครดังกล่าว อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มริมน้ำบริเวณคลองทรายหน้า วัดสามวิหาร และตลาดท่านบรอ (คือหัวรอในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมือง เป็นที่ชุมชนในขณะนั้นพวกละครเหล่านั้นส่วนใหญ่มีเรือเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นพาหนะไปแสดงในที่ต่างๆ เรือที่อาศัย ได้แก่ เรือสำปั้นสวน เรือเป็ด เรือข้างกระดาน นอกจากนี้จะมีบางพวกอาศัยอยู่บนบกริมน้ำบริเวณนั้นเอง บ้านและเรือของพวกละครชาตรีมี ซองคลีปักธงแดงแขวนอยู่ ในที่เห็นได้ชัดเจนเป็นสัญลักษณ์

ประชาชนในท้องถิ่นนิยมใช้ละครชาตรี เป็นละครแก้บนและใช้ละครชาตรีเป็นมหรสพฉลองกันทั่วไปในสมัยก่อนจนกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของท้องถิ่น จึง ทำให้ผู้แสดงละครชาตรี มีโอกาสแสดงถวายหน้าพระที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2454-2468 เล่ากันว่าทุกครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะเสด็จไปประทับที่ตำหนักสะพานเกลือ และทรงมีรับสั่งให้หาละครชาตรีเข้าไปแสดงถวาย

 

นอกจากละครชาตรีจะได้รับเกียรติแสดงถวายหน้าที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 7 ละครชาตรีหลายคณะยังได้ไปแสดงสมโภชช้างเผือกที่พระราชวังบางปะอิน (พ.ศ. 2470) อีกด้วย การแสดงในครั้งนั้นทางราชการได้กำหนดให้คณะละครชาตรี แต่ละคณะใช้ฉากละคร เนื่องจากคณะละครเหล่านั้นไม่เคยใช้ฉากมาก่อน ทางราชการจึงได้ทำฉากละครไปแจกให้ทุกคณะทำให้การแสดงละครชาตรีในอยุธยามีการใช้ฉากในเวลาแสดงแต่นั้นมา

ในช่วงรัชกาลที่ 6 - รัชกาลที่ 7 ที่กล่าวมานั้น มีคณะละครของอยุธยาที่มีชื่อเสียงเรียกชื่อตามหัวหน้าคณะอยู่หลายรายได้แก่ คณะแม่เจียม คณะแม่สังวาล คณะแม่สารภี คณะแม่จันทร์ คณะแม่ธูปบ้านม้า คณะแม่ปรางบ้านคลองทราย

ต่อมาในปี พ . ศ . 2486 จอมพล ป . พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการยกระดับศิลปินในท้องถิ่น จึงบัญชาให้กรมศิลปากร ซึ่งมีพระยาอนุมานราชธนเป็นอธิบดีในขณะนั้นให้จัดอบรมหัวหน้าคณะละคร และหัวหน้าวงพาทย์ มีความรู้ทางนาฏศิลป์ และดนตรีไทย ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้บัตรเทียบเท่าศิลปินกรมศิลปากร ปัจจุบันมีผู้ที่เคยเข้าอบรมในครั้งนั้น ซึ่งยังมีชีวิตและยังคงจัดการแสดงละครชาตรีอยู่เพียง 2 คน คือ นางสร้อยทอง มีชูโภชน์ และนางอุดม กระจ่างโชติ และทั้งสองรายนี้เป็นบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดศิลปะละครชาตรีมาสู่ปัจจุบัน

การสืบทอดการแสดงละครชาตรี ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการ สืบทอดการแสดงทางเชื้อสายที่เป็นละคร เป็นปี่พาทย์ หรือเป็นเครือญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียงที่มีใจรักการแสดง คณะละครที่แสดงอยู่ในปัจจุบัน บางคณะสืบทอด การแสดงมาจากคณะละครดั้งเดิม เช่น คณะสร้อยทองหิรัญ คณะอุดมศิลป์กระจ่างโชติ

บางคณะแยกจากคณะดั้งเดิม เปลี่ยนมาใช้ชื่อคณะใหม่ มีการปรับรูปแบบการแสดงให้

ทันสมัย เป็นที่นิยมแก่ผู้หาละคร เช่น คณะธิดา ณ บางไทร คณะจะเด็ดดาวเด่น คณะศรีจันทรา บางคณะขาดผู้สืบทอดทำให้ต้องเลิกราการแสดงไป เช่น คณะแม่ธูปบ้านม้า คณะแม่จันทร์วัดสามประดู่ สำหรับประวัติความเป็นมาของแต่ละคณะ จะได้กล่าวในลำดับต่อไป

 

คณะละครชาตรี ที่มีชื่อปรากฎข้างต้นต่างฝึกหัดลูกหลานและลูกศิษย์ของตน

ภายในบ้านเป็นการฝึกหัดแบบโบราณ กล่าวคือแม่ครูประจำคณะจะเริ่มหัดเด็กที่เป็นลูกหลาน หรือพวกที่สนใจ ตั้งแต่อายุ 5-10 ขวบ เพลงที่ใช้เป็นหลักในการฝึกรำ คือ เพลงช้า เพลงเร็ว ซึ่งเป็นเพลงสำหรับรำถวายมือ ต่อจากนั้นก็จะฝึกท่องบทละคร แล้วจึงหัดร้องเป็นทำนอง และหัดเป็นลูกคู่ในการร้องรับ เมื่อฝึกฝนจนชำนาญในเบื้องต้นแล้วจึงหัดแสดง เข้าเรื่องเริ่มตั้งแต่การแสดง เป็นตัวประกอบสำหรับลูกหลาน หรือลูกศิษย์คนใดมีฝีมือดี มีปัญญาไวก็จะฝึกให้เป็นตัวสำคัญๆ ในขั้นนี้จะฝึกเด็กเหล่านั้นให้สังเกตบทบาทคนที่แสดงเก่าๆ และให้คอยจดจำหัวหน้าคณะจะพิจารณารูปร่างและใบหน้าด้วย เพื่อวางบทว่าเหมาะที่จะหัดเป็นตัวพระหรือตัวนาง และหาก ตัวละครใดมีฝีมือเป็นเลิศ พอที่จะเป็นนายโรงได้ ครูหรือตั้วโผจะพิจารณาฝึกหรือถ่ายทอดการร้องเชิญครูและการรำซัดเบิกโรงชาตรีให้ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นสูงสุดของการฝึกหัด

การฝึกหัดละครมักเป็นการสอนตัวต่อตัว ในบางครั้งก็สอนกันระหว่างแสดงหากคนไหนเล่นไม่ถูก ก็จะมีนักแสดงที่อาวุโสกว่าคอยแนะนำ

การหัดและการแสดงละครชาตรีจะกระทำไปพร้อมกัน เพราะถือเป็นการหัดโดยประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับการสร้างความชำนาญในการแสดง

สำหรับการแสดงละครชาตรีแต่เดิม อาจแบ่งออกเป็นส่วน เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจได้ 9 ส่วน ตามลำดับเหตุการณ์ คือ การปลูกโรง การบูชาครู การโหมโรง การร้องประกาศหน้าบท การรำถวายมือ การร้องเชิญครู การรำซัดเบิกโรง การจับเรื่องแสดงและการลาโรง

1. ปลูกโรง เป็นพิธีกรรมที่กระทำหลังจากสร้างโรงแสดงแล้ว นายโรงทำพิธีผูกกิ่งมะยมด้วยตอกไม้ไผ่ 3 เส้น กับเสากลางของโรงละคร เป็นสัญลักษณ์ว่า ได้ปลูกโรงสำหรับการแสดงละครสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

2. การบูชาครู เสริมโดยตั้วโผหรือหัวหน้าคณะ จุดธูปเทียนบูชาครู และ ตั้งกำนน 24 บาท แบ่งออกเป็นค่ากำนนทางการแสดง 12 บาท วงปี่พาทย์ 12 บาท เงินค่ากำนนนี้แต่ละคณะจะเรียกไม่เท่ากัน บางคณะจะเรียกอย่างละ 6 บาท โดย เจ้าภาพที่หาละครจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่ากำนนดังกล่าว

3. การโหมโรง เป็นการบรรเลงดนตรีก่อนที่จะมีการแสดงเป็นการไหว้ครูทางด้านดนตรี ด้วยวงปี่พาทย์ชาตรี ได้แก่ ปี่ใน โทนชาตรี ฆ้องคู่ กรับคู่ และฉิ่ง การโหมโรงในการแสดงละคร จะโหมโรง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 โหมโรงในช่วงเช้าต่อจากพิธีบูชาครู และในช่วงตอนบ่าย เวลาประมาณ 13.30 น .

4. การร้องประกาศหน้าบท กระทำโดยหัวหน้าคณะเป็นการร้องอัญเชิญครู เทพเจ้าหรือพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ให้มารับเครื่องสังเวยและดูการแสดงตามที่เจ้าภาพได้ บนบานศาลกล่าวไว้

5. การรำถวายมือ คือ การรำเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้ประทานความสำเร็จและความสมปรารถนามาให้ เพลงที่ใช้ในการรำ ใช้เพลงช้าและเพลงเร็ว ผู้รำแต่งกายยืนเครื่องพระนาง อย่างละเท่าๆ กัน ตั้งแต่ 2 คู่ 3 คู่ 4 คู่ หรือบางครั้งรำ 9 คน ซึ่งเรียกว่าชุดใหญ่

6. การร้องเชิญครู เป็นการร้องไหว้ครูก่อนการแสดง ร้องโดยตัวนายโรงและมีลูกคู่ร้องรับ เพื่อระลึกถึงครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพรคุ้มครองให้ประสพผลสำเร็จในการแสดง

7. การรำซัดเบิกโรงชาตรี หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารำซัดโทน รำโดยตัวนายโรงต่อจากการร้องเชิญครู เพื่อบูชาครูและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการรำ เพื่อป้องกันขจัดปัดเป่าเสนียดจัญไรในบริเวณพื้นที่ของการแสดง

8. การจับเรื่องแสดง เป็นละคร ละครที่แสดงนิยมเล่นเป็นตอนๆ เรื่องที่นิยมแสดง ได้แก่ เรื่องรถเสน ซึ่งมักนิยม เรียกว่านางสิบสอง หรือเรื่องละครนอกได้ทุกเรื่อง เช่น สังข์ทอง โม่งป่า กายเพชร์ ไชยเชษฐ์ แก้วหน้าม้า โกมินทร์ เป็นต้น เรื่องที่ไม่นิยมแสดง ได้แก่ เรื่องพระสุธน นางแตงอ่อน เพราะเป็นเรื่องสูง

9. การลาโรง เป็นพิธีกรรมที่นายโรงทำหลังจาก เลิกแสดงละครชาตรี คือ การแก้ตอกที่มัดกิ่งมะยมออกจากเสากลาง ผู้ทำพิธีต้องเป็นคนเดียวกับผู้ที่ปลูกโรง

 

การแสดงละครชาตรีแต่เดิม มักแสดงในโรงซึ่งปลูกอยู่กับพื้นดิน โดยปักเสา สี่เสา เพื่อรับผ้าที่เป็นหลังคาและมีเสากลางสำหรับค้ำหลังคาผ้า เสากลางนี้ใช้ผูก ซองคลี คือ ซองใส่อาวุธ เวทีด้านหลังมีเตียงให้นั่งแสดงตรงข้ามเตียงเป็นที่วงปี่พาทย์สองข้างเป็นที่นั่งพักของผู้แสดงที่ยังไม่ถึงบทแสดง

ในการแสดงนั้นตัวละครจะออกด้านขวาของเวทีและเข้าด้านซ้ายของเวที เมื่อเดินพ้นเตียง ถือว่าเข้าโรงแล้ว การเดินทางไปมาตัวละครจะเดินวนรอบเสากลาง หนึ่งหรือสองรอบก็จะมาหยุดที่หน้าเตียง โดยสมมติว่าเป็นสถานที่แห่งใหม่

การแสดงละครชาตรีดังกล่าว ต่อมามีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม เช่น มีการยกเลิกเสากลาง เพราะเกะกะ ประกอบกับได้ความคิดจากการได้แสดงบนโรงงิ้วตามศาลเจ้า ที่ไม่มีเสากลางและเห็นว่าดีจึงทำตาม การแสดงแบบเดิมจึงค่อย ๆ หมดไป แต่บรรดาศิลปินก็ยึดถือประกอบอาชีพนี้อยู่หลายคณะ

คณะละคร แสดงแก้บน ที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน (พ.ศ. 2535-2537) มี 9 คณะ อยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา 7 คณะได้แก่ คณะสร้อยทองหิรัญ คณะสุเทพบรรเทิง คณะบังเอิญหลานสร้อยทอง คณะอุดมศิลป์ กระจ่างโชติ คณะราตรีศิลป์ คณะศรีประภาพร และคณะศรีจันทรา และอำเภอบางไทร อีก 2 คณะ ได้แก่ คณะธิดา ณ บางไทร และคณะจะเด็ดดาวเด่น

ประวัติและการแสดงของคณะละครทั้ง 9 คณะ จะกล่าวตามลำดับการจัดตั้งคณะ ดังนี้

1. คณะสร้อยทองหิรัญ

2. คณะอุดมศิลป์กระจ่างโชติ

3. คณะธิดา ณ บางไทร

4. คณะจะเด็จดาวเด่น

5. คณะราตรีศิลป์

6. คณะศรีจันทรา

7. คณะศรีประภาพร

8. คณะสุเทพบรรเทิง

9. คณะบังเอิญหลานสร้อยทอง