การเล่นลิเกและลำตัด

มหรสพพื้นบ้านที่ยังคงเล่นกันในปัจจุบัน และมีคณะแสดงอยู่มากในอยุธยา ก็คือ ลิเกและลำตัด ซึ่งประวัติความเป็นมาของการแสดงทั้งสองประเภทนี้ นายมนตรี ตราโมท ได้เล่าไว้ในหนังสือ “การละเล่นของไทย” ว่า มีกำเนิดจากต้นเค้าเดียวกัน คือมาจากการล้อมวงตีรำมะนาและสวดในหมู่แขก ซึ่งต่อมาพัฒนาให้สนุกขึ้น แยกออกเป็น 2 สาขา คือสาขาหนึ่งเรียกว่า “ฮันดาเลาะ” เริ่มจากโหมโรงด้วยเพลงรำมะนาแล้วร้องเพลงบันตน ต่อจากนั้นก็แยกแสดงออกเป็นชุด ๆ เป็นการออกภาษาต่างๆ อันเป็นต้นเค้าของลิเก ส่วนอีกสาขาหนึ่งคือ “ละกูเยา” เป็นการว่ากลอนด้น แก้กันเป็นต้นเค้าของลิเกลำตัดหรือลำตัดสมัยต่อมา
ลิเกอยุธยา

ปัจจุบันเท่าที่สอบถามความเป็นมานั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ส่วนใหญ่หลายคณะเป็นลูกศิษย์ลูกหาสืบทอดร่ำเรียนมาจาก พ่อครูหอมหวล ราชาลิเกชื่อดังที่เป็นชาวห้วยทราย ตำบลโพธิ์ลาว อำเภอมหาราชแทบทั้งสิ้น ขณะนี้ลิเกในอยุธยามีอยู่ราว 10 กว่าคณะ กระจายกันอยู่ในอำเภอต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตเทศบาล บริเวณหัวรอ ประตูชัย ตลาดสมจิตร (ตลาดอุทุมพร) และแถวสถานีรถไฟ ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านลิเกแหล่งใหญ่สุดของอยุธยา มีป้ายชื่อคณะต่าง ๆ ขึ้นให้เห็นทั่วไป คณะที่มีชื่อเสียงในอยุธยาเวลานี้ ได้เเก่ คณะจำเนียรน้อย ลูกท่าเรืออยู่แถวสถานีรถไฟ คณะราเชนทร์และคณะบุญชอบ จากอำเภอมหาราช งานแสดงของคนลิเกจะชุกใน เดือน 3 ถึงเดือน 5 (กุมภาพันธ์-เมษายน) และเบาในช่วงเข้าพรรษา งานที่ว่าไปเล่นส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นงานบวช งานศพ งานกฐิน งานผ้าป่า งานไหว้เจ้า และงานประจำปีของวัดต่าง ๆ ซึ่งจะเล่นกันตั้งแต่ 2 ทุ่มยันตี 1 เรื่องที่เล่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง แต่งใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย พวกเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ไม่นิยมเล่นกันเท่าใดนัก หากจะเล่นก็มักเล่นในงานศพ แบบแผนการเล่นก็หย่อนยานไปกว่าเดิม ใช้ร้องเจรจามากกว่าร่ายรำ

สำหรับผู้ที่สนใจจะติดต่อคณะลิเกไปแสดงในงานต่างๆ ก็สามารถหาติดต่อได้ที่แถวสถานีรถไฟ คือ คณะจำเนียรน้อย ลูกท่าเรือ คณะราเชนทร์และคณะบุญชอบ อำเภอมหาราช ซึ่งเป็นคณะที่มีชื่อเสียงในขณะนี้ หรือจะติดต่อคณะอื่นๆ ได้ที่แถวสถานีรถไฟซึ่งเป็นหมู่บ้านลิเกแหล่งใหญ่สุดของอยุธยา

จากคนลิเก สู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์

คนลิเกที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่ชาวลิเกอยุธยาและยังคงมีชีวิตอยู่จนปัจจุบัน นอกเหนือจากพ่อครูหอมหอล นาคศิริแล้ว ก็คือ บุญสม มีสมวงศ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม พร ภิรมย์ เเละ บุญสมอยุธยา (ชื่อที่ใช้ในการ แต่งเพลง) อดีตพระเอกลิเกคณะ “เกตุดำรงศิลป์” ราชาเพลงแหล่ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง และนักแต่งเพลงในนามกระเดื่อง

ทว่าวันนี้ไม่มี พร ภิรมย์ ซึ่งเคยโด่งดังเป็นพลุอีกต่อไป ด้วยเขาได้ละทิ้งเกียรติยศชื่อเสียงทั้งมวลหันหน้าเข้าสู่หนทางธรรมในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ มีฉายาว่า พระปุญญวงโส (แปลว่า ผู้ทำให้หมู่ญาติมีความสุข )

พร ภิรมย์ เป็นคนตำบลไผ่ลิง ในตัวเมืองอยุธยา คุ้นเคยกับเสียงปี่พาทย์ลาดตะโพนมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านเป็นนักเลงดนตรีและลิเกเก่า จึงแตกฉานและรอบรู้เรื่องราวของเพลงไทยเดิมทุกแง่ทุกมุม เมื่อโตขึ้นก็สามารถขับร้องเพลงไทยแท้ๆ ได้ทุกกระบวนและได้รับการสืบทอดมรดกการเล่นลิเกมาจากบิดาด้วย สมัยที่เล่นลิเกนั้นมีคารมคมคายร้ายกาจยิ่งนัก ความที่ฝีปากจัดจ้านจึงได้กล้ายกคณะมาประชันแข่งกับลิเกคณะอื่นๆ ที่วิกบางลำพูจนชนะเลิศ ได้รับรางวัลเป็นถ้วยทองคำหนัก 10 บาท แถมเงินสดอีกหนึ่งหมื่น ชื่อเสียงจึงดังสนั่นเมือง และเมื่อได้รู้จักกับครูเพลงก็ถูกชักชวนให้ร้องเพลงเพราะว่ามีเสียงดี เพลงแผ่นแรกไม่ได้รับความสำเร็จนัก จนกระทั่งได้อัดเพลง “บัวตูมบัวบาน” วงการลูกท่งจึงได้ดาวดวงใหม่ขึ้นมาทันที จากนั้นได้อัดเพลงแหล่ เพลงแรก คือ เพลง “ดาวลูกไก่” เพลงนี้เองทำให้ พร ภิรมย์ ได้รู้ว่าเพลงที่เหมาะตัว ก็คือ เพลงแหล่ และในที่สุด พร ภิรมย์ ก็ได้รับพระราชทานแผ่นเสียงถึง 2 ครั้ง คือเพลงบัวตูมบัวบานและดาวลูกไก่

ในบรรดาลิเกและนักร้องลูกทุ่งยุคปัจจุบัน พร ภิรมย์ เป็นคนเดียวที่อ่านวรรณคดีไทยได้อย่างแตกฉาน จนสามารถท่องปากเปล่าได้ทั้งยังเขียนฉันท์ กาพย์ กลอน ได้อย่างคล่องแคล่ว ด้นกลอนร้องแหล่ไม่มีใครเปรียบ นอกจากนั้นยังรู้จักใช้จิตวิทยา หยิบประวัติศาสตร์เรื่องราวความภูมิใจของคนในถิ่นที่ตนไปเยือนมาด้นเป็นกลอน เรียกความรักความเอ็นดูจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย

แต่ท้ายที่สุด แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดไหน พร ภิรมย์ ก็ตัดกิเลสหันหน้าเข้าสู่บวรพระพุทธศาสนา ตราบจนทุกวันนี้ พระปุญญวงโสก็ยังมิได้ออกจากร่มเงา พระศาสนา หากแต่มุ่งใฝ่ใจในรสพระธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยลีลาการเทศน์ที่จับใจญาติโยมไม่เสื่อมคลาย ขณะนี้ท่านครองสมณเพศอยู่ ณ วัดหอรัตนไชย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ลำตัดอยุธยา

ผู้เล่นเป็นมุสลิมเสียส่วนมาก ต่างไปจากลิเกที่เป็นคนไทยล้วนๆ แม้จะสืบมาจากต้นเค้าเดียวกัน แต่เพราะลิเกต้องไหว้ครูฤาษี ซึ่งขัดกับหลักของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมจึงไม่เล่น แต่ลำตัดไม่ต้องมีพิธีการเหล่านี้ ปัจจุบัน ในอยุธยาคณะลำตัดที่มี ชื่อเสียงมีอยู่ 2 คณะใหญ่ๆ คือ คณะแม่อนงค์เสียงทิพย์ และ คณะไพซบเสียงทอง

ไพซบเสียงทอง เป็นลำตัดมุสลิมลูกศิษย์หวังเต๊ะ ส่วนคณะแม่อนงค์เสียงทิพย์เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งหากไปเห็นต่อตาแล้ว อาจนึกไปว่าเป็นคนมุสลิมแท้ ๆ เพราะแม่อนงค์ชอบวาดขอบตาดำเเบบสาวมุสลิมทั่วไป ทำให้ใครๆ มักเข้าใจผิด ซึ่งแม่อนงค์ได้กล่าวว่า

“ฉันคลุกคลีอยู่หมู่ชาวมุสลิมมาตั้งแต่เด็กนี่ พ่อฉันชื่อสุดใจ มาได้แม่ซึ่งเป็น คนมอญที่เสากระโดง พ่อเรียนลำตัดกับครูสืบ ซึ่งเป็นคนมุสลิมที่ลุมพลี พ่อฉันเป็น ลำตัดรุ่นก่อนหวังเต๊ะ สมัยพ่อนะ ลำตัดในอยุธยามีมาก มากกว่าทางกรุงเทพฯ เสียอีก”

“ตัวฉันฝึกร้องกับพ่อมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พ่อจะร้องจังหวะช้าๆ เรียบๆ ให้ฟังสัก 2 เที่ยว ซึ่งให้ร้องตาม อาศัยความจำดีก็ไปเร็ว ฉันนี่ อ่านหนังสือไม่ออกหรอกนะ อาศัยท่องกลอนเอา จากนั้นก็ฝึกรำลำตัดเดี๋ยวนี้ เขาไม่ค่อยจะรำกันแล้ว”

แม่อนงค์เล่าถึงความเป็นมาของคณะตน ก่อนจะอธิบายถึงวิธีการแสดงลำตัดว่า เป็นการเฉือนคารมกันด้วยเพลง (ลำ) โดยมีการรำประกอบเเต่ไม่ได้เล่นเป็นเรื่องอย่างลิเกการแสดงลำตัดจึงต้องมี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแต่ละฝ่ายมีคนร้องไม่เกิน 2 คน คอหนึ่งหรือตัวพื้น ที่ถือกันว่าเป็นตัวเอกของแต่ละฝ่าย จะร้องเพลง เรียบๆ ไม่เอะอะโวยวาย แต่ต้องซักเก่ง เพื่อให้คอสองหรือตัวโจ๊กของฝ่ายตนต่อเพลงโต้ตอบแก่เพลงของอีกฝ่ายหนึ่งได้

ลำดับขั้นการแสดงลำตัดเริ่มด้วยการตีรำมะนาเป็นจังหวะโหมโรง ท่วงทำนองการตีจะใช้จังหวะในแบบออกภาษาหรือเรียกว่าออก 12 ภาษา คือ ทำนองเพลงพม่า แขก มอญ ลาว เขมร ฯลฯ แต่เดิม ต้องตีหลายทำนองให้ครบกระบวน นานไปเกรงคนดูจะเบื่อ จะตัดท่อนลง จากนั้นจึงต่อด้วยการร้องไหว้ครู ที่เรียกว่าเกริ่นหน้ากลอง ซึ่งจะแทรกเรื่องการขอบคุณเจ้าภาพ ทักทายผู้ชมและออกตัวไปทางถ่อมตน ด้านฝีมือการแสดงและฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แล้วจึงตามด้วยบทไหว้ครูของฝ่ายหญิง จบบทไหว้ครูแล้วการว่ากลอนต่อฝีปากกันในหลายท่วงทำนองเพลงโดยคอหนึ่งของฝ่ายชายเป็นฝ่ายเริ่มแล้วสลับด้วยคอหนึ่งของฝ่ายหญิง ตามด้วยคอสองของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตามลำดับ ร้องโต้ตอบสลับกันไปมาเช่นนี้ตลอดการแสดง ว่ากันว่าการแสดงลำตัด ฝ่ายชายต้องเก่งเพลงผูกส่วนฝ่ายหญิงต้องเก่งเพลงแก้ จึงจะร้องโต้กันได้สนุก

แม่อนงค์กล่าวถึงบทร้องกลอนของลำตัดว่า ต้องว่ากันอย่างมีแบบแผน หากขึ้นกลอนลี (เสียงสระอีวรรคท้ายของแต่ละบาท) ก็ต้องลงกลอนลี หากขึ้นกลอนไล (สระไอ) กลอนลา (สระอา) หรือกลอนสระใด ก็ต้องลงกลอนสระนั้นๆ (ถ้าฝ่ายใดลงไม่ได้ก็ถือว่าแพ้ ดังนั้นการจดจำอักขระ บทกลอนต่างๆ จึงมีความสำคัญ ต้องแต่งเตรียมกันมาก่อนแล้วใช้เทคนิคการแสดงเหมือนกลอนสดหากใครมีไหวพริบปฏิภาณ ด้นกลอนสดได้เองในขณะแสดงก็จะยิ่งได้เปรียบข้อต่อสู้

แต่เดิมการประชันลำตัดระหว่าง 2 คณะ จะตัดสินว่าฝ่ายใดมีฝีปากเป็นที่ ถูกอกถูกใจผู้ชมแล้วละก็ จะใช้เสียงฮาของคนฟังคนดูเป็นเกณฑ์ คณะใดได้เสียงฮา เสียงปรบมือมากก็ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ

เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลำตัดมีเพียงกลองรำมะนา ฉิ่ง ฉาบ และกรับเท่านั้น การแสดงลำตัดปัจจุบันเล่นกันแค่ครึ่งคืน คือ เริ่ม 3 ทุ่มยันเที่ยงคืน หรือ อย่างมากก็ตีหนึ่ง ไม่เล่นยันสว่างอย่างแต่ก่อน ส่วนค่าตัวขึ้นอยู่กับความสามารถของนักแสดง มีตั้งแต่ 500 -1000 บาทต่อครั้ง

วันนี้ คณะลำตัดในอยุธยามีอยู่ด้วยกันหลายคณะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่รับงานแสดงในอยุธยา มักจะไปแสดงในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ ลำตัดที่เล่นในอยุธยามักจะมาจากกรุงเทพฯ เกือบทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนี้ คนลำตัดในอยุธยาให้เหตุผลว่า “เพราะรู้จักทางวิธีการร้องกันแล้ว ก็มักอายกัน แต่จะตามดูตามศึกษาวิธีการแสดงของพวกบางกอกเสียมากกว่า” โดยว่าย้อนให้หรือจะเป็นวิธีใดก็ได้แล้วแต่ปฎิภาณของแต่ละคน ซึ่งจะนำความสนุกสนานขบขันมาสู่ผู้ชมได้ อีกชนิดหนึ่งเป็นการสอบถามความรู้สึก ซึ่งกันและกัน จะเป็นการตอบโต้อธิบายเรื่องราวต่างๆ อย่างที่เพลงพื้นเมืองทั่วๆไปจะต้องมีอยู่เสมอๆ การแสดงนี้ภายหลังเรียกว่า “ลิเกลำตัด” คงเป็นเพราะว่าดังเดิมของการแสดงมาจากลิเก แต่ใช้ลำนำของเพลงบันตนมาร้องและตัดแยกวิธีการลงเพื่อแยกไปหาความสนุกสนานปัจจุบัน เรียกว่า “ลำตัด”

ลีลาการเล่นลำตัด

การแสดงลำตัดเดิมก็แสดงเพียงคณะเดียว แต่เกิดมีผู้นิยมจึงแพร่หลายออกไป เลยเกิดการประชันแข่งขันกันขึ้น แทนที่จะแก้กันในหมู่คณะเดียวกันก็กลายเป็นว่าแก้กันสองคณะต่างคณะก็มีครูบาอาจารย์ต่างกันว่าแก้กันอย่างจริงๆ ต่างก็มีลูกคู่และผู้ตีกลองรำมะนาของตนประกวดประชันกันทั้งฝีมือตีรำมะนาเพลงที่ร้องการว่ากลอนด้นและท่ารำ เพราะได้มีการเพิ่มให้ต้นบทหรือผู้เล่นลุกขึ้นรำออกท่าทางในขณะที่ร้องด้วย

ลำตัดมีหลายคณะด้วยกัน เช่น ลำตัดคณะบุญชู ลำตัดคณะแม่ประยูรลำตัด วัยรุ่น แม่จรัญ เสียงทอง แต่ในปัจจุบันคณะที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันโดยทั่วไปคือลำตัดคณะ “หวังเต๊ะ” หรือ นายหวังดี นิมา

รูปแบบการเล่นลำตัด

พิธีไหว้ครูก่อนการเล่นลำตัดจะเริ่มต้นด้วยพิธีไหว้ครู เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนมา ต้องทำก่อนแสดงทุกครั้งในการจัดเครื่องไหว้มีดังนี้

ค่ากำนัลครู 6 บาท บุหรี่ 1 ซอง

พานดอกไม้ 1 พาน เทียน 1 เล่ม ธูป 3 ดอก

พิธีการไหว้ครูจุดธูปเทียนยกพานขึ้นเหนือศีรษะระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์เป็นอันเสร็จพิธี การไหว้ครูส่วนใหญ่แล้วมักจะทำพิธีมาจากบ้านเพื่อไม่เป็นการยุ่งยากและเสียเวลาเพราะต้องใช้เวลาในการแต่งตัวอีก

การเขียนบทเพลงลำตัด

ลักษณะคำประพันธ์มีรูปแบบไม่แน่นอนตายตัว เนื่องจากเป็นการร้องด้น แก้กลอนกันและใช้ปฏิภาณไหวพริบรวมทั้งการทอดเสียงลงบางช่วง ดังนั้นการเขียนแผนผังของคำประพันธ์เป็น 2 แบบดังนี้

แบบที่ 1

รูปแบบเป็นกลอน 10 หัวเดียว จำนวนคำ วรรคหน้า 9 – 10 คำ สัมผัสคำสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 ของวรรคหลัก

หมายเหตุ ! ลำตัดจะต้องลงด้วยตัวอักษรกลาง อักษรสูง - ต่ำ ลงไม่ได้

ตัวอย่างคำประพันธ์

โชคชักอำนวยพบสาวสวยลำตัด รูปพรรณสันทัดได้ส่วนสัดสมสาว
ลออเอี่ยมสำอางแม่ช่วยว่าน้องสาวไทย ดูผ่องแผ้วอำไพงามวิไลแพวพราว

แบบที่ 2

รูปแบบเป็นขะโยก 8 คำ

ตัวอย่างขโยก 8 คำ

วิชาศิลปะ
จังหวะทำนอง
ให้การแคล้วคล่อง
การร้องลูกคู่

จำนวนคำในแต่ละคำ อาจยืนหยุ่นได้ 4-5 คำ การสัมผัส ให้คำสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคำที่สองของวรรคที่สอง ลำดับการร้องและเนื้อหาเพลงลำตัดร้องกันทีละ “ยืน” สมัยโบราณนั้น นั่งร้อง ขึ้นหน้ากลอง นั่งร้องบันตอน ตอนแรกตีรำมะนาโหมโรงก่อนเหมือนการออกแขกของลิเก ดังตัวอย่าง

“เอ วัง ยา วายัง เอ วาเอ วายัง การะเน การะนัง สายาเส เอ วายัง วายัง เอย ลำเอยลำเอยลำเอย ลำตัด”

ยืนขึ้นร้องออกตัว อวยพร ช่วงร้องบันตนนั้นนั่งร้อง แต่พอจะเริ่มร้องออกตัวจะยืนร้องออกตัว เป็นการกล่าวคำสวัสดีกับท่านผู้ชม แล้วคิดอวยพรด้วย ผู้เล่นร้อง ถ่อมตัว

ตัวอย่าง :-

ต้นบท “จันทร์วันเพ็ญลอยเด่นอยู่บนนภา โอ้ว่าจันทรเจ้าขา ไม่ส่องแสงมาหาข้าบ้างเลย.....(ลูกคู่รับ)”

นี่ก็จวนเรไรๆ จะได้เวลา (ซ้ำ) มีเท่าไรก็ใส่เข้ามาอย่ามานั่งก้มหน้าก็อยู่เลย (สร้อย)

“เธอเป็นชาย ฉันเป็นหญิง ความจริงก็ต้องเสียเปรียบ (ซ้ำ) ควรจะร้องเงียบๆ กระทบกระเทียบเปรียบเปรย (ลูกคู่รับ)”

เพลงลาเมื่อผู้เล่นเล่นไปสมควรแก่เวลาแล้วหรือใกล้สว่างแล้วก็จะร้องลาและอวยพรคู่ร้องและท่านผู้ชมที่ให้เกียรติมาจนตลอดงาน

ประวัติความเป็นมาของคณะ จัดตั้งมาประมาณ 30–40 ปี อัตราค่าจ้าง 10,000 บาท แล้วแต่สถานที่ งานศพ แก้บน บวชนาค

ลำตัด ยังเป็นมหาสพที่ชาวบ้านนิยม ด้วยชอบไหวพริบปฏิภาณและการปะทะคารมของผู้เล่น