การร้องเพลงฉ่อย

เพลงฉ่อย เป็นเพลงพื้นเมืองที่ยังเล่นกันอยู่ทั่วไปในภาคกลาง และยังเป็นที่นิยมกันมาก

สาเหตุที่เกิดเพลงฉ่อยเนื่องจากนักเล่นเพลงที่จะว่าแก้กันบนบกนั้นเห็นว่าเพลงปรบไก่และโคราชช่างยืดยาด ไม่ค่อยทันอกทันใจ เพลงฉ่อยนี้ใช้กลอนอย่างเพลงโคราชเป็นบทไหว้ครูและเกริ่นเพราะถือว่าเพลงโคราชเป็นครู เมื่อตอนว่าแก้กันก็ ใช้เพลง หัวเดียวเท่าเพลงเรือ (โดยมากเป็นกลอนสระไอ) แต่ไม่ต้องมีกลอนบาทส่งเหมือนเพลงเรือจะใช้การปรบมืออย่างเพลงปรบไก่เป็นเครื่องประกอบจังหวะ

การร้องเพลงฉ่อยตั้งแต่โบราณมาจนบัดนี้ มีที่ควรสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ คำกลอนรับส่งสัมผัสมักไม่ค่อยถือกันว่าเป็นเพียงสั้นหรือเสียงยาวเช่น ไอ กับ อ้ายอัน กับอาน เหล่านี้ เขาใช้สัมผัสกันได้ เพราะเป็นการว่าดันในปัจจุบันด้วยปฏิภาณ จะมัวพิถีพิถันเรื่องถ้อยคำนักย่อมไม่ได้

การแสดงเพลงฉ่อย นอกจากจะว่าแก้กันตามปกติแล้ว ยังแยกแยะออกไปได้อีกหลายอย่าง โดยคิดผูกเป็นเรื่องสมมุติขึ้น เพื่อให้มีหนทางใช้วาทศิลป์ได้แปลกๆ เช่น ชุดสู่ขอ ลักหาพาหนี หมากผัว และชิงชู้ เป็นต้น เมื่อสมัยยังไม่มีเพลงทรงเครื่อง ก็ใช้เรื่องย่อยๆ ดังกล่าวแล้วนี้แสดงเป็นชุดๆ และตอนต้นของชุดเหล่านี้ มักจะเริ่มด้วยกลอนแบบเพลงกลอนหัวเดียว ไม่มีกลอนส่งท้ายต่อเข้าเรื่องราวแล้วจึงจะใช้กลอน เพลงฉ่อย

การแสดงชุดสู่ขอ จะต้องมีพ่อเพลงแม่เพลงหลายคน อย่างน้อยก็ต้องฝ่ายละ 3 คนเพราะจะต้องมีทั้งพ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่าย หนุ่มสาวและเถ้าแก่ ถ้าพ่อเพลงแม่เพลงมีไม่พอจำนวนก็ซ้ำตัวกันได้บ้างเฉพาะตัวที่ไม่ประจันหน้าจะต้องว่าแก้กัน

การแสดงชุดลักหาพาหนี มีเพียงฝ่ายชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น แต่วิธีการที่จะดำเนินต้องเต็มไปด้วยศิลปะของการร้องเช่น ตอนจะลอบออกจากบ้าน ตอนพาเข้าป่าชมดง มีวิธีร้องเปลี่ยนทำนองให้ไพเราะได้มาก

ต่อมาเพลงแอ่วเคล้าซอ เทพทอง มักแสดงเป็นเรื่องอย่างละคร พวกนักเล่นเพลงฉ่อยจึงพลิกแพลงเล่นเป็นเรื่องอย่างละครบ้าน แต่ก็ยังไว้เชิงเพลงฉ่อยอยู่ เริ่มด้วยการไหว้ครูเกริ่น ว่าประชันแก้กันอย่างเพลงฉ่อย แล้วจึงขึ้นเรื่องก่อนจะขึ้นเรื่องมี ส่งเพลงพม่าห้าท่อน 2 ชั้นเสียเพลงหนึ่งก่อน บางทีก็ส่งเพียงท่อนเดียว มีปี่พาทย์รับและบรรเลงประกอบตลอดเรื่อง เพลงพม่าห้าท่อน 2 ชั้นที่ส่งก่อนลงโรงนี้ เรียกว่า “พม่าฉ่อย” หรือ “พม่าน้อย” พอเข้าเรื่องก็แสดงต่อไปอย่าละคร แต่งตัวก็แบบละคร (ภายหลังแต่งอย่างลิเก)

ปกติเพลงฉ่อยนิยมเล่นในงานทั่วไปไม่จำกัดว่างานมงคลหรืองานอวมงคล ชุดที่นิยมเล่น นอกจากลักหาพาหนี ซึ่งสนุกสนานกว่าชุดอื่นๆ ก็มี ตีหมากผัว ซึ่งสนุกพอๆ กัน เพราะมีการด่าว่าหึงหวงระหว่างเมียน้อยเมียหลวงกันเจ็บแสบน่าฟัง ชุดชิงชู้นั้นไม่ค่อยนิยมว่าในเพลงฉ่อย แต่กลับไปนิยมว่าในเพลงเรือมากกว่า และถึงเพลงฉ่อยจะว่าก็มักจะตัดทอนทิ้งให้จบก่อนถึงขึ้นโรงศาล หรือตัดไปชุดเบ็ดเตล็ดอื่น เสียก่อนเพื่อให้คนดูเสียดายอยากฟังกันอีกนั่นเอง นอกจากนี้หาไม่เล่นเป็นชุดจริงๆ จังๆ ก็อาจว่าเบ็ตเตล็ดประสมกันซึ่งพ่อเพลงแม่เพลงจะวัดเอาเพลงตับต่างๆ มาประชันอย่างน่าฟัง มีการถามปัญหาทางโลกทางธรรม ซึ่งหากใครแก้ไม่ได้ก็ถือว่า “จน” แต่การ “จน” คนดูอาจไม่รู้ก็ได้ พ่อเพลงแม่เพลงย่อมรู้ตัวและหาทางกลบเกลื่อนเสียไม่ใช่นิ่งอึ้ง ไม่เช่นนั้นก็เสียหน้า

พ่อเพลงแม่เพลงที่เล่นเพลงฉ่อยมีชื่อเสียงในยุคก่อนเท่าที่สืบค้นได้จาก บทไหว้ครู และคำบอกเล่า ได้แก่ ตาเป๋ ยายมา ยายลูกอิน ขุนสำราญสมิตสุข (อ๊อด ตามประหาส) และในรุ่นชั้นครูที่หลงเหลือตอนนี้อายุ 70 ปีขึ้นไป ได้แก่ นางทองหล่อ นางทองอยู่และนางต่วน พ่อเพลงแม่เพลงฉ่อยชื่อดัง ก็ถึงแก่กรรมเมื่อ 2-3 ปีมานี่เอง พ่อเพลงแม่เพลงในปัจจุบันมีน้อยลง เท่าที่ได้ยินเสมอๆ คือ คณะบุญชู ลูกอยุธยา คณะนายหวังเต๊ะ คณะขวัญจิต ศรีประจันต์ เป็นต้น นอกนั้นมักจะเป็นพ่อเพลง แม่เพลงชนิดอื่นมากกว่า เช่น พวกลำตัด อีแซว เป็นต้น