การแสดงลำตัด

ประวัติความเป็นมาของการเล่นลำตัด

ลำตัด หมายความว่า ลำที่ยก แยกออกมาเป็นตอนบางส่วนจากบทเพลง บทกลอนต่างๆ

รำ คือ ร่ายรำ

ลำ คือ เพลงกลอน

ตัด คือ แยก ยก เอาออกมาเป็น บางตอน บางส่วน

ลำตัด เป็นศิลปะพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันทั่วไปในประเทศ ในทางประวัติศาสตร์ ลิเกกับลำตัดมีความเป็นมาคล้ายกัน กล่าวว่า ลิเกเลือกมาจากดิเกร์ ซึ่งมาจากภาษาอาหรับแปลว่า ร้องลำนำ ขับลำนำ ต่อมา ดิเกร์ กลายเป็นลิเก

ประวัติของลำตัด เริ่มมาจากการตีกลองรำมะนาพร้อมกับสวดสรรเสริญ พระเจ้าทางศาสนาอิสลามเดิมเล่นกันในปัตตานี และในเขตวัฒนธรรมมาลายู เรียกว่า ลิเกฮูลู ผู้เล่นหรือนักสวดทั้งหมดเป็นชายล้วน ยังไม่มีหญิงเข้ามาปะปนผู้ที่ทำให้ลิเก ลำตัดเกิดขื้นเป็นชาวอิสลามที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ เนื่องมาจากการศึกสงครามที่สำคัญ ครั้งกรมพระราชวังบวร สมัยรัชกาลที่ 2 ลงไปปราบพม่าตอนใต้และปราบเจ้าเมืองธานี ที่แข็งเมือง ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในหนังสือตำนานว่า พ.ศ. 2423 นักสวดเพลงแขกเข้าจังหวะรำมะนาเฉพาะในพิธีทางศาสนาเท่านั้น ต่อมามีผู้นิยมนำไปสวดในงานมงคลต่างๆ จนกระทั่งได้เข้าสวดใน ราชสำนัก

ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงเพียงการแสดง “ละกูเยา” เริ่มด้วยมีผู้ตีรำมะนา ซึ่งเป็นนักร้องนั่งรวมกันเป็นวง ตีรำมะนาโหมโรงกัน จากนั้นต้นบทก็จะร้องบันตนขึ้นเป็นภาษาแขก อันเป็นบทร้องสำหรับคู่รับก่อนขึ้น ผู้ตีรำมะนาก็ร้องตามสองเที่ยวแล้ว ต้นบทก็เปลี่ยนแปลงไป ต้นบทนั้นจะมีกี่คนและผลัดเปลี่ยนกันอย่างไรก็ได้ บางที่ก็ผลัดกันเป็นต้นบททั้งวงเลยก็มี การร้องก็พยายามหาวิธีให้คนฟังพอเข้าใจ

- แทรกคำไทยเข้าไปมากๆ ในส่วนต้นบทร้องทั้งหมด เหลือเป็นคำแขกเฉพาะที่ลูกคู่รับ แต่พอหนักๆ เข้ากลายเป็นคำไทยไปหมดทั้งสิ้น

- ถ้อยคำที่ผู้เป็นต้นบทผลัดกันร้องนั้นกลายเป็นการว่าแก้กัน โดยแยกออกเป็น 2 ชนิด ชนิดหนึ่งนั้นเป็นการจากส่วนกันให้เสียหายเสร็จ นำความชั่วต่างๆ ซึ่งสมมติขึ้นหรือลักษณะพิกลพิการของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นทำนองประจานกัน ผลัดกัน ฝ่ายละ “ยืน” แล้วอีกฝ่ายก็หาทางแก้กัน