เพลงพื้นบ้าน

เปิดฉากจะเล่าถึงเรื่อง เพลงพื้นบ้าน พื้นเมืองกรุงศรีอยุธยา เห็นสมควรจะต้องย้อนถอยอดีตไปสัก 50-60 ปีก่อนโน้นด้วยเวลานั้น บ้านเมืองยังเป็นแบบ "สมัยก่อน" อยู่ และเพลงการทั้งหลายที่เขาเล่นกันก็เป็นเพลงอย่างเก่า แม้คนที่ เล่าเรื่องต้นเดิมก็เป็นคนเก่า

อย่างเช่น ยายทองหล่อ ทำเลทอง แม่เพลงเพลงฉ่อยชาวบางขุนทิพย์ อ.อุทัย เดี๋ยวนี้ พ.ศ. 2527 อายุ 85 ปีเข้าไปแล้ว ยายทองหล่อ เล่นเพลงมาตั้งแต่เป็นเด็กอายุ 12-13 ก่อนจะหัดเพลงกับครูเพลงจริงๆ จังๆ ก็เที่ยวไปนั่งตีเกราะเคาะกรับให้กับวงเพลงที่ไหนๆ เป็นประจำ คนเพลงเขาถามว่าหนูมาจากไหน ก็บอกเขาไปว่ามาจากนั่น จากนี่ ภายหลัง พ่อไปหาครูสอนให้เป็นเรื่องเป็นราว ถึงได้อยู่กับบ้านหัดเพลง เล่นเพลงเอาจริงเอาจัง ถึงขนาดมีคนมารักมาชอบก็ไม่ยอมแต่งงาน แต่งงานแล้ว สามีที่ชื่อพ่อทองอู่ที่เป็นยี่เกเจ้าชู้จัด ยายทองหล่อไม่ชอบเลยหนีมากรุงเทพฯ (ปัจจุบันอยู่ข้างวัดสุวรรณาราม บางกอกน้อย) มาเล่นเพลงกับขุนสำราญสมิตสุข (อ๊อด ตามประหาส) นายตุ้ม พี่พรหม ยายต่วน ยายทองอยู่ ฯลฯ ชื่อเหล่านี้คนเก่าด้วยกันคงคุ้นหูดี

เสียงยายทองหล่อดียอดเยี่ยม หาคนเทียบยาก จนแม้ปัจจุบัน เสียงก็ยังดีคมชัดอยู่นั่นเองร้องเข้าไมโครโฟน แต่ละคำก้องกังวานฟังถนัดชัดเจนไปหมด จะคุยเรื่องเพลงเก่าทั้งหลายก็ช่างจดจำยึดถือเป็นหลักได้ไม่เลอะเทอะ

ยายทองหล่อเล่าว่า สมัยก่อนถึงหน้าน้ำ เดือน 11 เดือน 12 ชาวบ้านต่างลงเรือไปไหว้พระกัน ด้วยเป็นเวลาทอดกฐินผ้าป่า น้ำเจิ่งนองท่วมทุ่ง ไปไหนมาไหนก็อาศัยเรือกันแทบทั้งสิ้น งานวัดแต่ละงานต่างคนต่างสนุกเต็มที่ บ้างก็นุ่งแดง บ้างก็ห่มเขียว เป็นลำๆ พายไปจอดกันแออัดที่หน้าวัด แลดูครึกครื้นยิ่งนัก

พวกพ่อเพลงแม่เพลงมีฉิ่งและกรับพร้อมขนมขนลงเรือพายม้า เรือมาดลำละ 9 คน 10 คน ลำพ่อเพลงก็มักมีแต่ผู้ชาย ลำแม่เพลงก็มักมีแต่ผู้หญิง ออกจากบ้านบ่ายหรือเย็น ไปถึงวัดค่ำจุดตะเกียงเจ้าพายุ ตะเกียงลานแล้วแต่มีให้สว่างทอดทุ่น ว่าเพลงกันหน้าวัด หรือจะพายไปว่าเพลงไปก็ได้ไม่มีข้อบังคับ

เพลงที่ร้องในยามนั้น เขาเรียกกันว่าเพลงเรือ เพราะร้องในเรือ

พ่อเพลงมักสวมหมวกสาน แม่เพลงสวมงอบ นั่งร้องกลางลำ คนอื่นๆ ที่เป็นลูกคู่ช่วยพายเรือและร้องรับธรรมเนียมเพลงเรือ ลำผู้ชายพายไปพบลำผู้หญิงเมื่อไร หากอยากจะเล่นก็ต้องร้องเกี้ยวเชิญชวนเสียก่อน ศัพท์เพลงเรียกว่าร้องเพลงปลอบ ร้องออกไปแล้ว ถ้าผู้หญิงยอมเล่นด้วยก็ตอบกลับมา ถ้าไม่เล่นด้วยก็เฉยเสีย ฝ่ายชายต้องพายไปหาลำอื่นต่อไป

ความสนุกในหน้าน้ำ เป็นเรื่องประทับใจรุ่นเก่าก่อนอยู่มากๆ ข้ามไปฟังเรื่องทางพ่อสะอาด แพรดำ อายุ 70 ปี พ่อเพลงเพลงเรือทางบางปะหันบ้าง

พอถัดหน้าเกี่ยวหน้านวดก็ถึงเดือน 5 หน้าตรุษสงกรานต์ที่สนุกไม่ใช่เล่นด้วยเป็นช่วงขึ้นปีใหม่แบบไทยแท้ สงกรานต์มีสรงน้ำพระ ก่อพระเจดีย์ทราย พวก หนุ่มสาวเฒ่าแก่ยกขบวนกันไปทำบุญที่วัด เมื่อทำบุญแล้วบ้างก็ร้องเพลงกันสนุกสนาน

เพลงในหน้าสงกรานต์ ได้แก่ เพลงพิษฐาน เพลงสังกรานต์ เพลงช้า เจ้าหงส์ เพลงเข้าผีต่างๆ เพลงระบำบ้านไร่

ยายทองหล่อเล่าว่า สมัยก่อน เขามีเพลงพิตติฐาน หรือเพลงพิษฐาน คือเพลงอธิษฐานนั่นเอง เวลาเล่นต้องไปนั่งหรือยืนร้องกันในโบสถ์ ชายพวกหญิงพวก ร้องโต้ตอบเกี้ยวกัน เช่น

"เจ้าพิตตฐานเอย
มือหนึ่งถือพาน
ถือพานเจ้าดอกระกำ
ทำบุญสิ่งใดหนอ
จะได้ร่วมหอ
กับคนนุ่งดำ
เอ้าพิตตฐานวางลง
ขอให้ตรงกับพิตตฐานเอย"

ทั้งคนร้องและลูกคู่ตบมือ ร้องรับกันเสียงกรู๊ๆ ในโบสถ์เป็นแถว ใครมี ดอกไม้ธูปเทียนก็ใช้บูชาพระประธานไป จากนั้นก็ออกมานอกโบสถ์ เล่นเพลง อื่นๆ ต่อไป อย่างที่ยายทองหล่อเรียก "เพลงสังกรานต์" ก็สนุก เพลงนี้มีพบในอีกหลายจังหวัดไม่มีเรียกชื่อเรียกโดยตรง ยายทองหล่อเรียกเช่นนั้น เพราะนิสัยเล่นสงกรานต์ก็เอามาเรียกตามคงเข้าใจดีเหมือนกันเป็นจำพวกเพลงสั้น เช่น

"เจ้าพวงมะโหดเอย
เจ้าอย่าถือโทษไปเลยว่าพี่ไม่รัก
ล้มลงบนหมอน
พี่จะให้นอนเสียละบนตัก
บนเรือนเอ๋ยและเพื่อนรัก
รักกันจริงเอย"

ลูกคู่ก็รับ ไฮโยผ้าแก้ว ไฮยาไพ่ยวบ ตาละเผยไย ไย เผยไยไยเอย….

บางถิ่นอย่างท่าเรือ แถวข้างวัดศาลาลอย แม่รำพึง พนาวาส คนเก่าแถวนั้น เล่าว่า สมัยก่อนมีเล่นเพลงระบำบ้านไร่ เพลงเจ้าหงส์ ช้าเจ้าหงส์สนุกดี หนุ่มบ้านนี้ไปเที่ยวบ้านโน้น หมู่บ้านโน้นมาเที่ยวบ้านนี้ ถ้าเขาจะเล่นเพลงเช้าช้าเจ้าหงส์เขาเอา ไม้กระดาน กับเชือกผูกห้อยเข้ากับต้นไม้ จากนั้นสาวหรือหนุ่มก็ผลัดกันขึ้นนั่งบนเปลให้อีกฝ่ายหนึ่งไกว ผลัดกันร้องเพลงช้าเจ้าหงส์ ดูน่ารักดี ถัดเดือน 5 ย่างเข้าเดือน 6 ฝนต้องตกให้ทำนา ถ้าไม่ตก ต้องแห่นางแมว มีเพลงนางแมวเหมือนถิ่นอื่นๆ ร้องแล้วฝนตกมักตกให้ทุกปี ครั้นพอใกล้เข้าพรรษาเป็นหน้าบวชเขาก็มี เพลงบวชนาค ซึ่งยายทองหล่อเล่าว่า สนุกยิ่งนักเจ้านาคนั่งบนช้าง บนม้า มีคนแห่กันไปที่ข้างหน้ามีพวกร้องเพลงแห่นาคหรือบวชนาคโต้ตอบกันเป็นทำนองว่า

ถ้าเจ้านาคบวชเข้าวัดแล้ว สีกาอยู่ทางข้างหลังจงอย่าเปลี่ยนใจ อย่างไรเสียต้องอยู่คอยท่าเชียวนา ฝ่ายหญิงก็ร้องรับว่า เป็นสีกา ผมเผ้าก็จะไม่ตัด มีงานวัดก็จะไม่ไป ไอ้ข้าวต้มสองกลีบ ก็จะหนีบไว้คอยท่า ฯลฯ เป็นทำนองนี้ ถ้าพวกเพลงไม่ร้องพวกกลองยาวก็จะเอะอะแทน

ช่วงเข้าพรรษา เป็นหน้าฝนทำนาไม่มีเวลาว่างเเละไม่ใช่เวลาจะสนุกจนถึงเดือน 11
เพลงพื้นบ้านเพลงพื้นเมืองไม่ได้มีอยู่เพียงเท่าที่กล่าวในวัฎจักร ความจริงยังมีเพลงอีกจำนวนหนึ่งที่ร้องเล่นกันอีก เป็นเพลงที่ไม่จำกัดฤดูกาล ได้แก่ เพลงกล่อมเด็ก เพลงขอทาน เพลงพาดควาย เพลงปรบไก่ เพลงเทพทอง เพลงฉ่อย เพลงทรงเครื่อง ลำตัด เพลงแอ่วเคล้าซอ

เพลงนี้ใครอ่านนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ จะพบว่าตอนหนึ่งสุนทรภู่ไป จอดเรือพักนอนที่หน้าวัดพระเมรุ อยุธยา คืนนั้นมีงานฉลองผ้าป่าและมี "เพลงเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง"

"อ้ายลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมาก
ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหู
ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหมื่อนเงี้ยวงู
จนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอน"

จนปัจจุบัน ไม่มีใครรู้เลยว่าเพลงครึ่งท่อนนั้นร้องอย่างไร แม้ยายทองหล่อคนอยุธยาเองก็ไม่รู้น่าแปลกใจ เข้าใจว่าจะร้องเล่นกันในหน้าน้ำเหมือนเพลงเรือที่กล่าวแต่ต้น

เพลงฉ่อย กับ เพลงทรงเครื่อง มีความเกี่ยวกันเหมือนเครือญาติ เพลงฉ่อยควรเกิดก่อน ต่อมามีการเอาเพลงฉ่อยมาดัดเอาทำนองเล็กน้อยแล้วเล่นเข้าเรื่องอย่างขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี ลักษณวงษ์ ฯลฯ แต่งตัวอย่างยี่เก เลยกลายเป็นเพลงอีกแบบหนึ่งขึ้น แต่ก่อนจะเล่นเข้าเรื่อง เขาต้องร้องเพลงฉ่อยเสียสักพักหนึ่งก่อนทุกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ปรากฏว่าเพลงฉ่อยและเพลงทรงเครื่องเป็นที่นิยมกันทั่วไป ทั้งมีแผ่นเสียงอัดขายกันในสมัยนั้นแล้วด้วย

เพลงพื้นบ้านพื้นเมือง ในอยุธยา มีดังที่กล่าวมา เรียกได้ว่ามีปริมาณมากอยู่ แต่จำนวนเพลงเหล่านี้เป็นเรื่องของอดีต เดี๋ยวนี้อยุธยาก็เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ ที่ ค่อยๆ หมดไป พร้อมทั้งคนร้องคนเล่น ยายทองหล่ออายุ 85 ปี ถึงเสียงจะดี แต่ แข้งขาก็ง่อนแง่นเต็มทน พ่อสะอาด แม่รำพึง พนาวาส ก็อายุมากเข้าทุกๆ วัน แม่เชื่อม ท่าดินแดง ที่คนเพลงเก่าว่าแกเคยอัดแผ่นเสียงนั่นก็ตายไปตั้งนานแล้ว