ประเพณีแข่งเรือ

ความเป็นมาของการแข่งเรือ

การแข่งเรือมีมาเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด หากแต่พบว่าการแข่งเรือเรือมีปรากฏอยู่ในคำให้การของชาวกรุงเก่า พระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงการแข่งเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชพิธีเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสอง หรือพระราชพิธีอาสวยยุทธ คือการแข่งเรือของพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระที่นั่งกิ่งลำหนึ่ง พระอัครมเหสีทรงลำหนึ่ง แข่งเรือกัน แล้วโปรดให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายแข่งเรือกันโดยลำดับ พระราชพิธีนี้ทำกันเมื่อขึ้น 14 ค่ำ จนแรม 3 ค่ำ รวม 3 วัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะทรงเครื่องขาวพระมหามงกุฎทำด้วยเงิน เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะเสด็จลงลอยประทีปอุทิศถวายพระพุทธเจ้า แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งประทับเยือนไปในเรือ พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์อันประดับประทีปแห่เสด็จรอบพระนคร มีการเลี้ยงลูกขุนและข้าราชกรทั้งปวง เสด็จไปพระราชทานพระกฐินตามพระอารามในกรุง” จากพระราชพิธีนี้จะเห็นว่า การแข่งเรือเป็นประเพณีที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และแม้จะล่วงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การแข่งเรือและการเล่นเพลงก็ยังมีเล่นกันอยู่ในเทศกาลไหว้วัดหรืองานปิดทองพระ ของวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงนิพนธ์ขึ้นร่วมกับกวีในสมัยของพระองค์ตอนจระเข้เถรกวาดกัดคนไหว้ไหว้พระวัดป่าโมกว่า

“เป็นเทศกาลชาวบ้านมาไหว้พระ เสียงเอะอะเรือแพออกจะแออัด

แข่งกันไปมาอยู่หน้าวัด บ้างซัดเพลงปรบไก่ใส่เพลงเรือ

นางสาวสาวโอ่อวดประกวดกัน ห่มสีสันม่วงไหมล้วนใส่เสื้อ

เอาโตกตั้งทั้งคู่อยู่ท้ายเรือ บ้างปูเสื่อปูหนังตั้งหมอนอิง

เจ้าหนุนหนุ่มรุ่นรักสนุกมาทุกบ้าน คาดเพดารตลอดลำทำทุกสิ่ง

ปูเสื่ออ่อนหมอนวางาตั้งอิง พายเที่ยวเกี้ยวผู้หญิงรอบรอบไป

เรือจำพวกขี้เมาขวดเหล้าวาง โต๊ะจีนตั้งกลางเอาแกล้มใส่

เอาดอกดาวเรืองร้อยห้อยหูไว้ ล้วนแต่ตัดผมใหม่ใส่ขาวม้า

เจ้าเณรพระสงฆ์ลงเรือโขน ยาวโยนเกรียวกราวอยู่ฉาวฉ่า

ยังพวกสาวสาวชาวแม่ค้า ผัดผ้ากันไรใส่เสื้อแพร

ขายกล้วยทอดส้มขนมจีน เอาโตกตีนช้างตั้งไว้แต่งแง่

ผู้คนบนวัดก็อัดแอ เรือพ่วงกันเป็นแพออกแซ่เซ็ง

พวกหัวไม้ลอยชายออกกรายกรีด เหน็บมีดขวานคร่ำทำก๋าเก่ง

เข้าในวัดยัดเยียดเบียดตะเบ็ง สาวสาวกลัวนักเลงลงนาวาฯ”

จากบทเสภานี้ได้สะท้อนให้เห็นบรรยากาศของหน้าน้ำหรือฤดูน้ำหลากของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดีว่า เป็นเทศกาลงานใหญ่ที่ชาวบ้านไม่ว่าใกล้ไกลจะมาร่วมทำบุญเทศกาลไหว้พระแข่งเรือ เล่นเพลงเรือกันเป็นที่สนุกสนาน และเป็นโอกาสของหนุ่มสาวที่จะได้พบปะเกี้ยวพาราสีกัน แม้ว่าเสภานี้จะเขียนบรรยายถึงบรรยากาศของผู้คนที่มาร่วมงานไหว้พระวัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งผ่านพ้นมาเป็นเวลานานนับร้อยปีแล้วก็ตาม แต่การแข่งเรือ การเล่นเพลงเรือในงานไหว้วัด หรือ ไหว้พระก็ยังคงมีเหลืออยู่ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น การแข่งเรือซึ่งมักจะมีการเล่นเพลงเรือ เพลงปรบไก่ เพลงครึ่งท่อน และสักวาโต้ตอบกันหลังการแข่งเรือ การที่ชาวบ้านพายเรือกันไปเป็นหมู่ไปดูการแข่งขันไปไหว้พระแล้วปล่อยเรือลอยตามกระแสน้ำโดยเกาะเรือติดกันเป็นหมู่ร้องเพลงเล่นเรือเป็นที่สนุกสนานก็หมดไป เปลี่ยนเป็นนั่งเรือยนต์ เรือเครื่องไป ซึ่งเป็นความสะดวกยุคสมัย และแม้แต่การแข่งเรือเพื่อความสนุกสนาน เพื่อความสามัคคี ก็ยังมีอามิสสินจ้างรางวัลเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะค่านิยมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและ ยุคสมัยนั่นเอง

ประเพณีการแข่งเรือเป็นการเล่นในฤดูน้ำหลากที่ชาวบ้านว่างเว้นจาก งานประจำ พอใกล้เดือนสิบเอ็ด ชายหนุ่มในละแวกบ้านที่วัดประจำหมู่บ้านของตน มีเรือแข่งก็จะดูคึกคักเป็นพิเศษ ในตอนบ่ายจะได้ยินเสียงกลองรัวดังก้องไปตามคุ้งน้ำเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเวลาที่ฝีพายประจำเรือของวัดประจำหมู่บ้านจะต้องไปร่วมชุมนุมกันเพื่อซ้อมพายไว้แข่งขันกับเรือของวัดในหมู่บ้านอื่น ในงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึง เรือแข่งของวัดแต่ละหมู่บ้านถือเป็นศักดิ์ศรีของวัดของหมู่บ้าน ฉะนั้น “เรือแข่ง” หรือที่เรียกกันว่า “เรือยาว” ของแต่ละวัดจะได้รับการบำรุงรักษาตกแต่งให้งดงามและอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะแข่งขันได้เสมอ

เรือแข่ง ที่ชาวบ้านแทบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาใช้แข่งกันชาวบ้านมักจะเรียก ติดปากว่า “เรือยาว” ตามลักษณะของเรือที่มีความยาวมากบางลำนับเป็นสิบวาก็มี เรือยาวเป็นเรือที่ขุดทำขึ้นจากต้นซุงที่มีขนาดใหญ่และยาว โดยนำซุงทั้งต้นมาขุดเป็นเรือให้มีลักษณะคล้ายกาบกล้วยส่วนหัวและท้ายจะเป็นเรียวเล็ก เมื่อขุดซุงเป็น เรือโกลนคือพอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะใช้ไฟลนเพื่อถ่วงส่วนบนของเรือให้กว้างแบะออกตามขนาดที่ต้องการ แล้วจึงจะวางกระดูกงู วางกงเรือ ติดกาบ ใส่กระทงส่วนหัวและท้ายเรือจะต่อเสริมให้เชิดงอนเรียวเล็กดูสวยงาม ส่วนหัวเรือที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เรียกว่า “โขนเรือ” มักจะถอดแยกออกจากตัวเรือได้ เมื่อเรือเรียบร้อยแล้วต้องติดกระทงหรือใส่ที่นั่งสำหรับฝีพาย โดยใช้ไม้แผ่นกว้างประมาณ 10 นิ้ว วางขวางเป็นช่วง ๆ ไปตามลำเรือห่างกันพอประมาณให้ฝีพายนั่งห้อยขาได้อย่างสบาย เรือยาว ลำหนึ่งๆ จะจุฝีพายได้ตั้งแต่ 20-50 คนขึ้นไป

การต่อเรือยาวต้องใช้ความรู้ความชำนาญมาก ช่างต่อเรือจะต้องรู้จักลักษณะของเรือเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่ารูปร่างอย่างไรเรือถึงจะสวยและแล่นเร็วเวลาพาย โค้งเว้าอย่างไรจึงจะนำให้เรือแหวกน้ำแหวกคลื่นได้ดี สิ่งเหล่านี้เป็นความพิถีพิถันของช่างต่อเรือ ซึ่งมักจะเป็นผู้เฒ่าที่มีอายุมากมีประสบการณ์ในการแข่งขันเรือมามาก และได้เรียนรู้ลักษณะของเรือมาจากการสังเกตจากประสบการณ์ของตน ช่างส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีจิตใจรักชอบเรือยาวและการแข่งเรือยาวเป็นชีวิตจิตใจ