ประเพณีการทำนา

ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้านของชาวพระนครศรีอยุธยา ย่อมสอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเชื่อในเรื่องต่างๆ เสมอ โดยเฉพาะความเชื่อของชาวนากรุงเก่าที่มีต่อแม่โพสพซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งทรัพย์ข้าว ที่ชาวนาทุกคนให้ความเคารพและนับถือการปลูกข้าวของชาวกรุงเก่าส่วนใหญ่เป็นแบบข้าวฟางลอยหรือเรียกว่า ข้าวนาเมือง หรือข้าวขึ้นน้ำเพราะพื้นที่ปลูกข้าวโดยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มน้ำขังลึก การปลูกข้าวจึงเป็นแบบนาปี เริ่มไถประมาณ เดือน 5 ถึงเดือน 6 ลงมือหว่านเดือน 7 ถึงเดือน 8 โดยมากจะหว่านสำรวย ถ้าฝนตกชุกน้ำขังก็จะเปลี่ยนวิธีการหว่านเป็น หว่านตม หรือเรียกว่าทำนาพะเลย ในการทำนาชาวนากรุงเก่าจะมีความเชื่อ และมีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยการยกย่องบูชาคุณโดยการแสดงออกด้วยความเคารพ ต่อแม่โพสพ หรือไพศรพน์ เทพเจ้าแห่งทรัพย์ข้าว ซึ่งเดิมเป็นนางฟ้าอยู่บน สรวงสวรรค์ ทรงนามว่านางสวเทวี เป็นสนมเอกขององค์สมเด็จอัมรินทราธิราช ได้คืนร่างเข้าสู่ต้นข้าว ช่วยป้องกันรักษาท้องทุ่งนา แม่โพสพจึงเป็นวิญญาณของข้าว เมื่อเชื่ออย่างนั้นก็เกิดความเคารพยำเกรง ต้องการเเสดงความกตัญญู รู้คุณและกตเวทีคือสนองคุณจึงได้มีการบวงสรวงเซ่นไหว้ตามที่เวลาเหมาะสม ตั้งแต่การเริ่มเตรียมที่นา ไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิต นิยมให้ผู้หญิงที่เกิดในปีนักษัตรที่ไม่กินข้าวเป็นผู้ประกอบพิธี ลุงชั้นชาวนากรุงเก่าที่ยึดอาชีพทำนามาจนถึงปัจจุบันกล่าวถึงพิธีกรรมว่า ก่อนการไถหว่านจะมีการแรกไถ เพื่อขอขมาต่อแม่ธรณีเจ้าที่เจ้าทาง กำหนดวันตามฤกษ์ยามของแต่ละบุคคลที่ถือ มีการปลูกศาลเพียงตา สำหรับเครื่องสังเวย หรือใช้ธงสีสามเหลี่ยมปักเป็นสี่มุมของที่นาจุดธูปเทียนบอกกล่าวพร้อมถวายเครื่องสังเวย ซึ่งเครื่องสังเวยประกอบไปด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน กุ้งพล่าปลายำ ขนม เครื่องกระยาบวช เมล็ดข้าว ถั่วงา การทำพิธีโดยกล่าวบทขอใช้สถานที่เช่น “เจ้าที่นาข้าพเจ้าขอทำนาในอันนี้ ขอให้เกิดลาภมั่งมีเป็นเศรษฐีชาวนา คุ้มตะกวด และเหี้ยกันเพลี้ยลงนา สัพพโรคา วินาศสันติ” หรือตามแต่บุคคลจะกล่าวซึ่งจะกล่าวไปในทิศทางที่ดี หลังจากนั้นจึงทำการหว่านเมล็ดข้าวแล้วไถบนพื้นที่ที่กำหนดไว้เป็นปฐมฤกษ์ จำนวน 3 รอบ ชาวนา บางคนจะทำการแรกหว่านพร้อมกันไปโดยเตรียมเมล็ดพันธุ์ใส่กระบุงหรือกระบายตอนเช้ามืด ออกมาให้พ้นชายคาบ้านไปตามต้นไม้ใหญ่อัญเชิญวิญญาณแม่โพสพ โดยกล่าวอัญเชิญว่า “ข้าแต่แม่โพสพเจ้า วันนี้เล่าเป็นวันดีขอเชิญแม่ศรีไปสู่ท้องนา” แล้วจึงนำไปประกอบพิธีเเรกหว่านโดยนำข้าวส่วนหนึ่งมากองเป็น 3 กอง กองหนึ่งให้นก กองสองให้หนู กองสามให้ปูให้ปลา พร้อมกับกล่าวขอความคุ้มครองไร่นา ฝากเเม่ธรณีคุ้มครองรักษาพระโหรา (พระภูมิเจ้าที่นา) คุ้มภัย หลังจากนั้นจึงนำเมล็ดข้าว ที่เหลือไปหว่านเป็นพิธีเป็นอันว่าเริ่มต้นแห่งการไถหว่าน ส่วนพิธีการทำขวัญข้าวจะส่วนมากจะกระทำสองครั้งคือ เมื่อข้าวตั้งท้องและเมื่อมีการขนข้าวเข้าบ้าน การทำขวัญข้าวเมื่อข้าวตั้งท้อง เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตระยะที่ต้นข้าวตั้งท้องจะมีการทำขวัญข้าวในทุ่ง ซึ่งเชื่อว่าแม่โพสพกำลังตั้งท้อง จะทำพิธีสู่ขวัญ กระทำประมาณเดือน 11 แรมๆ ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 12 เลือกทำวันศุกร์ช่วงเย็น โดยถือเคล็ดเอาเสียงของชื่อวันซึ่งเชื่อว่าผู้นำจะเกิดมั่งมีศรีสุข วิธีการจะนำไม้ไผ่มาสานเป็นเฉลว ตาชะลอม รูปห้าเหลี่ยมแทนพระเจ้า 5 พระองค์ นำมาผูกติดกับหลายหลักไม้ไผ่ บางรายใช้ กิ่งไม้สะแก ส่วนด้านบนของเฉลวจะปักด้วยธงสามเหลี่ยม ตรงกลางผูกด้วยชะลอมสานจากตอกไม้ไผ่ใส่เครื่องสังเวยอันประกอบด้วยผลไม้ประเภท ส้ม กล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อน ตลอดทั้งมีเกลือและหมากพลู มะขาม ข้าวเม่า ขนมกล้วย การประกอบพิธีจะเลือกบริเวณต้นข้าวที่เจริญเติบโตดีมีจำนวนต้นหนาแน่น จะรวบต้นข้าวสุ่มเข้าหากันใช้ด้ายแดงหรือสายสิญจน์ผูก นำแป้งหอม น้ำอบไทย มาปรำรม นำหวีมาหวีพร้อมกับส่องกระจก ให้นำผ้าซิ่นมาวางพาดเป็นพิธีกล่าวว่าได้แต่งตัวให้แม่โพสพแล้วพรมด้วยน้ำมนต์ธรณีสาร จากนั้นจะประนมมือบอกกล่าวรับขวัญแม่โพสพให้มารับเครื่องสังเวยใช้คำพูดแตกต่างกันไปตามแต่ที่เคยใช้กันมา เช่น “แม่ศรี แม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันเทวี แม่ศรีโดา เชิญแม่มามาสังเวยเครื่องกระยาบวช อยู่บ้านนา อยู่เขาคิชกูด ขอเชิญให้แม่มา เเพ้ท้องแพ้ไส้ อยากกินเปรี้ยวกินหวานกินมันกินเค็ม (จากนั้น จัดแบ่งเครื่องสังเวยใส่ชะลอมผูกกับเฉลว โห่สามลาแล้วกล่าวต่อ) นานอกนาในนาซ้ายนาขวา ขอเชิญแม่มาเสวยเครื่องกระยาบวชขอให้ข้าวงามดี ไม่มีภัยเบียดเบียน ขอให้ต้นเท่ากระบอง ท้องเท่ากระบุง รวงเท่าดอกข่า ให้ดีทั่วไร่ทั่วนา” นอกจากนี้ยังมีการทำขวัญข้าวในลานนวดหรือการทำขวัญข้าวเข้าบ้าน กระทำหลังจากได้ขนฟ่อนข้าวมากองไว้ที่ลานนวดเรียบร้อยแล้ว นำเครื่องสังเวยมาตั้งแล้วนำธงสีมาปักตามพละข้าว นำผ้านุ่งและสร้อยเเหวนมาแขวนไว้ตรงบริเวณปักธงอัญเชิญแม่โพสพมารับเครื่องสังเวย เสร็จแล้วจึงแบ่งเครื่องสังเวยใส่กระทงไปไว้ตามพละข้าว ทิ้งไว้ช่วงระยะหนึ่ง ผู้ประกอบพิธีจะกล่าวลาแม่โพสพขอเครื่องสังเวยให้กับลูกช้างซึ่งเป็นลูกหลานชาวนา เพื่อการบริโภคต่อทุกคนจะวิ่งแย่งจับจองกันอย่างสนุกสนาน การทำขวัญในยุ้งเป็นการทำขวัญข้าวเปลือกในยุ้งฉาง ก่อนที่จะมีการขายข้าว วิธีการเช่นเดียวกันกับทำขวัญในลานนวดข้าวแต่ทำเครื่องสังเวยเพียงชุดเดียว การรับขวัญข้าว ชาวนาจะกระทำ 2 ตอน คือ รับขวัญข้าวเข้าลาน และรับขวัญข้าวเข้ายุ้ง การรับขวัญข้าวเข้าลาน จะรับจากท้องทุ่งนามาสู่ลานนวดข้าว อันเป็นพิธีกรรมรับวิญญาณแม่โพสพกลับมาสู่บ้าน จะกระทำหลังจากขนฟ่อนข้าวเข้าสู่ลานนวดข้าวเรียบร้อยแล้วจะทำตอนเย็นใกล้โพล้เพล้ นำฟางข้าวมามัดเป็นหุ่นแม่โพสพแต่งด้วยเสื้อผ้าสร้อยแหวนอย่างสวยงาม บอกเล่าเชิญแม่โพสพมารับเครื่องสังเวยซึ่งเครื่องสังเวยจะประกอบด้วยบายสีปากชาม ไข่ต้ม 1 ฟอง กล้วย อ้อย น้ำดื่ม ขนมต้มขาว ขนมต้มแดงจากนั้นผู้รับขวัญจะเก็บรวงข้าวที่ตกตามท้องนา 3 รวง เมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นพร้อมกับดิน 3 ก้อน ใส่กระบุง กระบาย ระหว่างเก็บจะพูดว่า “แม่ศรีแม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันทรเทวี แม่ศรีสุดา เชิญมิ่งขวัญมาไปเข้าเกียรติแก้วและลานทอง แม่เข้ามาเถิด หนีนกหนีหนู หนีปูหนีไฟ อยู่ในรูปูระแหง ให้ตะแครงเข้ามา เข้าบ้านให้หมดหนีเถิดแม่มา อยู่กับลูกกับเต้า ไปเลี้ยงลูกหลานจนเฒ่าแก่” แล้วกู่โห่ฮิ้วสามลา จากนั้นจึงนำผ้าซิ่นคลุมปากกระบุงแล้วนำคันฉาย หาบคอนกระบุงกลับบ้านนำมาเก็บไว้ที่พละข้าวในลานนวด การรับขวัญข้าวเข้ายุ้งจะกระทำหลังจากนวดข้าวเสร็จโดยถือวันตามคำพูดที่ว่า “วันศุกร์เข้าลาน วันอังคาร เข้ายุ้ง” พิธีกรรมจะให้เครื่องสังเวยเช่นเดียวกัน โกยข้าวมา 1 กระบุง เเล้วอัญเชิญหุ่นฟางข้าวรวงข้าว เมล็ดข้าว นำมาไว้ที่ยุ้ง พร้อมกับกล่าวอัญเชิญแม่โพสพมารับเครื่องสังเวย ในช่วงก่อนเกี่ยวข้าวจะมีพิธีกรรมแรกเกี่ยวโดยนำเคียวทั้งหมดมาวางเรียง กล่าวเชิญแม่โพสพขอขมา จากนั้นจึงลงมือเกี่ยวข้าวที่ใกล้จะสุกโดยกล่าวคำว่า “กำหนึ่งข้าพเจ้าจะทำบุญ กำสองข้าพเจ้าจะทำทาน ร้อยกำพันกำข้าพเจ้า ขอไว้รับประทาน” เกี่ยวมา 3 กำใหญ่ จากนั้นจึงยกพาดไหล่แบกกลับบ้าน ส่วนหนึ่งจะแขวนเก็บไว้บางส่วนนำมานวดตำเป็นข้าวเม่า นำไปถวายพระ บางส่วนนำไปเป็นทานให้นก ไก่ พิธีหลังเกี่ยวข้าวจะกระทำหลังเกี่ยวข้าวเสร็จโดยจะเว้นที่เกี่ยวไว้ประมาณหนึ่งตารางวาพร้อมกับเกี่ยวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 2 -3 กำ วัตถุประสงค์ทิ้งไว้เพื่อเป็นทานให้เจ้าที่เจ้าทาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพื้นที่นั้นๆ พิธีเปิดยุ้งข้าวจะกระทำหลังจาก ขนข้าวเข้ายุ้งฉางเสร็จแล้ว จะเหลือเมล็ดข้าวที่ลานนวด จะจัดเครื่องสังเวยใน ลานนวด ผู้ประกอบพิธีจะนำทัพพีมาตักข้าวใส่ลงขันพร้อมกับกล่าวคำว่า “ขอแม่โพสพจงดลบันดาลให้ข้าวมีมากมาย ตักตวงเท่าไม่รู้จักหมด” หลังจากนั้นจึงนำข้าวมาใส่ยุ้งข้าวพร้อมปิดประตูยุ้งฉาง เมื่อถึงกำหนดจะขายข้าวชาวนาจะต้องทำพิธีเปิดยุ้งข้าวหรือตักยุ้ง โดยจะทำประมาณเดือน 4 เวลาตักจะใช้ทัพพีตักใส่ขันพร้อมกับกล่าวแม่โพสพ ขออนุญาตขายข้าว และขอให้ตวงข้าวขายได้จำนวนมากๆ เช่น “ตักอย่ารู้ยก จกอย่า รู้พร่อง ให้เต็มยุ้งเต็มฉาง” นำไปเก็บไว้ที่แท่นพระบูชา หลังจากพิธีเปิดยุ้งแล้วจึงขายได้

สถานที่ติดต่อ สอบถามข้อมูลจากคุณชั้น จันยะกาย

19 หมู่ 2 ต . บ้านโพ อ . บางปะอิน จ . พระนครศรีอยุธยา