ประเพณีทำศพ

อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อบุคคลใดใกล้สิ้นลม ญาติพี่น้องจะเตือนสติให้ผู้นั้นรำลึกถึงคุณ พระรัตนตรัย โดยให้พูดว่า “อรหัง” ตามความเชื่อว่าเมื่อตายไปวิญญาณของผู้ตายจะได้ไปพบแต่สิ่งที่ดีงาม เมื่อสิ้นลมแล้วจะมีการอาบน้ำศพ เพื่อชำระร่างกายให้สะอาดแล้วแต่งกายให้ศพอย่างสวยงาม ต่อจากนั้นจะมีพิธีรดน้ำศพ เพื่อเป็นการเคารพและขอขมาผู้ตาย ทั้งเป็นการกล่าวให้วิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติภพด้วย หลังจากนั้นมีการตราสังศพซึ่งสัปเหร่อเป็นผู้ทำการมัดตราสังจะมัดเป็น 3 เปราะ คือที่คอ ข้อมือ และเท้า ซึ่งหมายถึงห่วงทั้ง 3 ของผู้ตาย คือ

ที่คอ หมายถึง บุตรห่วงคล้องคอ

ที่ข้อมือ หมายถึง ภรรยา

ที่ข้อเท้า หมายถึง ทรัพย์สมบัติ

นอกจากมัดตราสังแล้ว ญาติจะนำเงินเหรียญใส่ในปากผู้ตายด้วย ชาวบ้านเชื่อว่าเพื่อเป็นเงินที่จะให้สัปเหร่อ แล้วจึงบรรจุศพลงโลง อาจมีรูปผู้ตายวางไว้หน้าโลง และมีการเซ่นผีโดยจัดสำรับข้าววางไว้ข้างโลงศพ ญาติจะเคาะโลงศพให้วิญญาณผู้ตายกินเครื่องเซ่น ระหว่างที่ตั้งศพจะมีการสวดพระอภิธรรมทุกคืน ในจำนวน 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันก็ได้แล้วแต่ฐานะเจ้าภาพ และการสวดพระอภิธรรมจะสวดกี่จบก็ได้ ปกตินิยม 4 จบ หลังจากพระสวดพระอภิธรรมแล้ว จะบังสุกุล

การตั้งศพสวดพระอภิธรรมสมัยนี้เพื่อความสะดวกอาจตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัด เนื่องจากสถานที่และการจัดการต่างๆ สามารถทำได้สะดวกและดีกว่าตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน

พอถึงวันเผา (วันที่ห้ามเผาคือ วันศุกร์) จะเคลื่อนศพมาวัด (ในกรณีที่ตั้งศพที่บ้าน) พอเคลื่อนศพออกจากบ้านสัปเหร่อจะเสกข้าวสารและทรายซัดไปทั่วบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณของผู้ตายกลับเข้าบ้าน หน้าขบวนศพจะมีพระสงฆ์ และบุตรหลานที่บวชให้กับผู้ตายเดินนำหน้า (ปัจจุบันนิยมเคลื่อนศพโดยใช้รถบรรทุก) การให้พระนำหน้าศพนี้จะใช้กี่รูปก็ได้ เมื่อมาถึงวัดจะนำศพเวียนเชิงตะกอน 3 รอบ เวียนเป็นอุตราวัฏก่อนขึ้นเมรุเผา การเวียน 3 รอบหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา รอบแรก หมายถึง อนิจจัง คือ ความแปรเปลี่ยนคนเราเกิดมาเป็นเด็กแล้วเติบโตเป็นหนุ่มสาว แล้วเข้าสู่วัยชรา รอบที่สอง หมายถึง คนเกิดมาต้องทนทุกข์หลายอย่าง ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ เจ็บไข้ รอบที่ 3 หมายถึง คนเราในที่สุดก็ต้องตาย ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร เที่ยงแท้แน่นอน

ก่อนเผาจะมีผู้นำน้ำมะพร้าวมาล้างหน้าศพ โดยเชื่อว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำบริสุทธิ์ สามารถล้างสิ่งโสโครกให้หมดจดได้ ทำให้ผู้ตายหมดมลทินมัวหมอง เรียกว่า “อาบน้ำใส” หลังจากนั้นจึงมีการทอดผ้าบังสุกุล และมหาบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายก่อนการประชุมเพลิง ในระหว่างประชุมเพลิง (เผา) จะจุดพลุ ตะไล เพื่อเป็นทางนำวิญญาณของผู้ตายไปสู่สวรรค์

ในระหว่างประชุมเพลิงอาจมีการโปรยเงินทาน ผู้มาร่วมงานเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง การเผาอาจแบ่งเป็นเผาจริง และเผาหลอก การเผาหลอกก็เพื่อความสะดวกของแขกที่มาในงาน หลังจากเผาหลอกแล้วจะมีการเผาจริง

วันรุ่งขึ้นจะมีการแปรธาตุ และเก็บกระดูก โดยนิมนต์พระสงฆ์เป็นผู้ทำพิธี

การทำบุญหลังวันตาย ชาวบ้านจะทำพิธีครบรอบวันตายคือ 3, 7, 50 หรือ 100 วัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย การทำบุญถ้าทำที่บ้าน แบ่งเป็น 2 วัน วันแรกเจ้าภาพจะนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็น จํานวนพระแล้วแต่เจ้าภาพ วันรุ่งขึ้นจะมีการถวายภัตตาหารเพลเสร็จแล้วบังสุกุลและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย (การทำบุญนี้อาจทำที่บ้านโดยถือว่าเป็นการทำบุญบ้านไปด้วยเลย หรือถ้าต้องการความสะดวกอย่างในปัจจุบันก็ทำที่วัด) นอกจากทำบุญดังกล่าวแล้ว เมื่อครบรอบปีก็จะมีการทำบุญกระดูก ซึ่งจะทำก่อนวันสงกรานต์ อาจทำบุญที่วัด และมีการถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ตลอดจนนิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย มีการประพรมน้ำอบน้ำหอมกระดูก ด้วย