ประเพณีพิธีกวนข้าวทิพย์ของวัดบันได

ช่วงเวลา วันขึ้น 13 - 14ค่ำ เดือน6

ความสำคัญ

พิธีกวนข้าวทิพย์ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ในหมู่ของชาวพุทธทั่วไปเพื่อระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหตุการณ์ที่นางสุชาดาได้กวนข้าวทิพย์ในวันขึ้น 14 ค่ำ แล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ 1 วัน โดยถือว่ามีผลานิสงส์มาก ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงพร้อมใจกันกวนข้าวทิพย์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เทิดทูนพระเกียรติคุณด้วยความกตัญญูกตเวทิตาธรรม ข้าวทิพย์มธุปายาสนี้เชื่อกันว่า เมื่อทำครบถ้วนตามพิธีแล้ว จะเป็นสิริมงคลแด่ผู้ทำและผู้บริโภค สมควรจะเซ่นสรวงเทพารักษ์ ผู้ที่ได้บริโภคข้าวทิพย์แล้ว จะประสบโชคลาภต่าง ๆ นานา ปราศจากโรคาพยาธิ ภัยพิบัติ ประสบสิ่งที่เป็นมงคล

พิธีกรรม

วัตถุที่กวน ได้แก่ น้ำนมโคสด (ปัจุจบันใช้นมข้นหวานแทน) น้ำผึ้ง น้ำอ้อยชะเอมเทศ น้ำตาลกรวด น้ำตาลหม้อ ข้าวตอก ข้าวเม่า ธัญพืชต่างๆ ที่คั่วสุก ถั่ว งา ลูกเดือย เมล็ดแตง เผือก มัน เมล็ดบัว มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน ผลไม้สด ผลไม้แห้ง เช่น มะม่วง กล้วย ทุเรียน ละมุด ลำใย ส้ม ขนุน เป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสมเท่าที่จะหาได้หรือปรับปรุงให้มีรสชาติ หอมหวาน อร่อย ตามความต้องการของผู้กวนในแต่ละท้องถิ่น บางท้องที่อาจใช้ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่มี การจัดเตรียมการในพิธีกวน ข้าวทิพย์ ต้องจัดเตรียมสิ่งสำคัญ ดังนี้ ต้องปลูกโรงพิธีขึ้น 1 หลัง ให้กว้างใหญ่พอสมควร เพื่อตั้งโต๊ะบูชาพระพุทธรูป อาสน์สงฆ์ โต๊ะบูชาเทวรูป และที่ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธี คือ พราหมณ์ โหร (ผู้ที่มีความในพิธีกรรมอย่างดี) เทพยดา นางฟ้า นางสุชาดา สาวพรหมจารี และทายก ทายิกา ฯลฯ นั่งฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และก่อเตา ตั้งกระทะกวนภายในโรงพิธี จัดหาพายสำหรับกวนกระทะละ 3 เล่ม จัดหาฟืนให้เพียงพอและตากให้แห้งสนิท โรงพิธีทาสีขาว เครื่องประดับตกแต่งควรใช้เครื่องขาวตั้งราชวัฏ ฉัตร ธง ผูกต้นกล้วย อ้อยทั้ง 4 มุม หรือครบ 8 ทิศยิ่งดี แล้วยกศาลเพียงตาขึ้นไว้ในทิศที่เป็นศรีของวันคือ ทิศที่เทวดาสถิตในวันกวน ตั้งเครื่องสังเวยคือ หัวหมู บายศรี เป็ด ไก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วย และมีการจัดที่นั่ง การให้โหร นั่ง 1 ที่ และจัดให้เทวดาและนางฟ้า นั่งเรียงแถวหน้ากระดานดังนี้

แถวที่ 1 จัดให้ท้าวมหาพรหมกับพระอินทร์นั่งข้างหน้า

แถวที่ 2 มหาราชทั้งสี่

แถวที่ 3 นางฟ้า

แถวที่ 4 นางสุชาดา นั่งข้างหน้าสาวพรหมจารี

•  จัดเตรียมตะลอมพอก หรือยอดเทวดา 6 ยอด ที่สมมติว่าเป็นท้าวมหาพรหม

พระอินทร์ (ท้าวสักกะ) ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวเวสวัณ มงกุฎนางฟ้า 4 และมงคลสวมศีรษะสาวพรหมจารี ใช้มงคลลายแบบมงคลตัดจุก หรือใช้ดอกมะลิร้อยให้เป็นวงกลม เรียก มงคลดอกไม้ ให้ครบจำนวนเตาละ 2 คน สมมติว่าเป็นบริวารของนางสุชาดา

ศาสนพิธี

จัดที่บูชา 2 ที่ คือ

- โต๊ะบูชาพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ ถ้าสถานที่ไม่อำนวย มีไม้มหาโพธิ์ใส่กระถางตั้งไว้ด้านหลังพระพุทธรูป ส่วนประกอบอื่นเหมือนการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาทั่วไป

- โต๊ะบูชาเทวรูป มีพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ เป็นต้น สุดแต่ จะหาได้ พระฤๅษี 5 ตน ถ้าหายากก็ต้องให้ได้อย่างน้อย 1 ตน สมมติเป็นฤๅษีกไลยโกฏ มีเครื่องใช้เช่นเดียวกัน จัดตั้งอาสนะสงฆ์ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปให้ สูงกว่าพื้นที่สัปบุรุษทายกทายิกา และผู้เข้าร่วมพิธีนั่ง

การแต่งกาย

โหราจารย์ นุ่งผ้าขาวโจงกระเบน สวมเสื้อชั้นในชั้นนอกสีขาว แขนยาว มีสไบเฉียง 1 ผืน ถ้ามีเสื้อครุยให้สวมเสื้อครุยแทนสไบเฉียง ส่วนเทวดาก็แต่งตั้งเหมือนกับโหราจารย์ นางฟ้าควรเลือกสตรีสาวรูปงาม นุ่งผ้าจีบ ห่มสไบเฉียง สวมมงกุฎ นางสุชาดาและสาวพรหมจารี แต่งชุดขาวทั้งชุด นุ่งผ้าจีบ ห่มสไบเฉียง โดยนางสุชาดาควรเป็นหญิงที่มีสามีแล้ว แต่สาวพรหมจารีควรเป็นเด็กที่ยังไม่มีประจำเดือน หรือสตรีที่ยังไม่เคยต้องประเวณี และต้องกราบพระเป็นและรับศีลได้ แต่จะพบว่าปัจจุบัน ความเคร่งครัดในเรื่องการแต่งกายได้ลดน้อยลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ผู้เข้าร่วมพิธีจึงแต่งกายสวยงามตามสมัยนิยมแทนก็มี พระปริตรใช้สวดในพิธี ได้แก่ เจ็ดตำนาน ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร และมหาสมยสูตรเจ็ดตำนานกับธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ใช้สวดก่อนทำพิธีกวน มหาสมยสูตรสวดเมื่อกำลังกวนปี่พาทย์และ ฆ้องชัย ปี่พาทย์บรรเลงเมื่อก่อนเจริญพระพุทธมนต์และเมื่อจบแล้ว เมื่อสวม ตะลอมพอกหรือสวมยอดมงกุฎและมงคล เมื่อพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เมื่อออกเวียนทักษิณรอบโรงพิธี และเมื่อเทน้ำนมหรือเครื่องกวนลงในกระทะฆ้องชัย ตีเมื่อประกาศเชิญเทวดา เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์จบทุกๆ บท เมื่อสวมตะลอมพอกมงกุฎและมงคล และเมื่อนางสุชาดาเทน้ำนมและเครื่องกวนลงในกระทะ

กำหนดพิธี

ในสมัยโบราณจะทำพิธี 2 วัน คือ

พิธีตอนเย็น มีการสวดพระพุทธมนต์ (สวดมนต์เย็น) ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เจ็ดตำนานและธรรมจักรฯ

พิธีตอนเช้า วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เมื่อก่อนจะถึงเวลากวน จะมีพิธีพราหมณ์และพิธีสงฆ์รวมกัน และจะทำการกวนจนเสร็จ ในกรณีที่มีการกวนจำนวนมากหลายกระทะ พอรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จัดถวายเป็นพุทธบูชาและถวายพระสงฆ์

ในปัจจุบันนิยมทำเสร็จภายในวันเดียว คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ตอนเช้าจะมีการเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งพิธีพราหมณ์และพุทธ หลังจากนั้นก็จะทำพิธีกวนไปจนเสร็จ ซึ่งอาจเสร็จสิ้นในเวลากลางคืน พอรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็จะทำพิธีถวายเป็นพุทธบูชา ถวายพระสงฆ์และแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมพิธีหรือบุคคลทั่วไป

สาระ

ประเพณีกวนข้าวทิพย์จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความศรัทธาความเชื่อที่ยังมีอยู่ของประชาชนทั่วไป และผู้นำในชุมชนที่จะร่วมมือกันอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ เพราะต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนจำนวนมาก ในการเตรียมการ การจัดหาอุปกรณ์ในการกวน แรงงานในการกวน และการเตรียมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ใช้ในการจัดซื้อจัดหาสิ่งของต่างๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุผลข้างต้นในปัจจุบันบางวัด บางท้องที่จึงเลิกประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ไป เพราะขาดความพร้อมในเรื่องต่างๆ

ความงาม

เป็นความงามของวัตถุดิบที่นำไปกวนไม่ว่าจะเป็นผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำตาลต่างๆ รวมไปถึง การแต่งกายบ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทยในสมัยนั้น