ประเพณีสงกรานต์

สงกรานต์ เป็นงานนักขัตฤกษ์เนื่องในโอกาสขึ้นศักราชใหม่ตามประเพณีที่ถือการกำหนดนับตามปฏิทินแบบสุริยคติ คำว่า “สงกรานต์” มีความหมายว่า การย้ายที่หรือเคลื่อนที่ การที่พระอาทิตย์ย่างเข้าสู่ราศีใหม่ ปีใหม่ พิธีขึ้นปีใหม่ ใช้รวมกับ พิธีตรุษเรียกว่า สงกรานต์

คำว่า สงกรานต์ ที่ใช้ในความหมายว่านักขัตฤกษ์เนื่องในการขึ้นศักราชใหม่นั้น ตามขนบนิยม ”มหาสงกรานต์” โดยกำหนดให้มี 3 วัน ตรงกับวันที่ 13, 14 และ 15 เมษายน วันที่ 13 คือวันต้นเป็นมหาสงกรานต์ วันที่ 14 วันกลางเป็นวันเนา และวันที่ 14 เป็นวันปลายเรียกว่า วันเถลิงศก

ประเพณีสงกรานต์ในภาคกลาง มีขนบนิยมที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติแตกต่างกันออกไปเป็น 2 ลักษณะ คือ

1 . ประเพณีสงกรานต์ของหลวง ซึ่งจัดเป็นการพระราชพิธี เรียกว่า การพระราชกุศลสงกรานต์

2 . ประเพณีสงกรานต์ซึ่งจัดเป็นพิธีในหมู่ราษฏรทั่วไป

ประเพณีสงกรานต์ทั้ง 2 ลักษณะมีสาระโดยลำดับดังนี้

1. การพระราชกุศลสงกรานต์

เป็นการพระราชพิธีส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์และการพระราชพิธีสำหรับความเป็นสิริมงคลสำหรับพระนครร่วมกัน การพระราชกุศลสงกรานต์ในสมัยโบราณนั้น พบหลักฐานเก่าที่สุดในกฏมนเทียรบาลฉบับที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ 2001 มีความในบทไอยการ กล่าวถึงการพระราชพิธีสำหรับ พระนครสมัยนั้น ตอนหนึ่งว่า ศรีศุภสวัสดิ์ เดือน 5 การพระพิทธีเผด็จศกลดแจตรออกสนาม การพระราชพิธีเผด็จศก คือ พิธีการเนื่องด้วยการตัดหรือขาดจากปีเก่า ขึ้นสู่ ปีใหม่ เปลี่ยนศกใหม่ เปลี่ยนศักราชใหม่ ในการพระราชพิธีเผด็จศก มีพิธีลดแจตร คือ รดน้ำเดือน 5 อยู่ด้วย

การพระราชกุศลสงกรานต์ ในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกชื่อว่า พระราชพิธีเถลิงศก มีกำหนดการของพระราชพิธี ซึ่งระบุไว้ในจดหมายเหตุคำให้การชาวกรุงเก่า สรุปความได้ว่า พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยาจะเสด็จสรงน้ำ พระพุทธปฏิมากรศรีสรรเพชญ์เทวรูปพระพิฆเนศวร และโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์ พระราชาคณะมาสรงน้ำเเละรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตและ จตุปัจจัยทานในพระราชวังทั้ง 3 วัน ทรงก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดพระศรีสรรเพชญ์และมีการฉลองพระเจดีย์ทราย โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงทานเลี้ยงพระและราษฎร มีเครื่องโภชนาหารคาวหวาน น้ำกิน น้ำอาบ และยารักษาโรค พระราชทานทั้ง 3 วัน

การพระราชกุศลสงกรานต์ในสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะดังนี้ กล่าวคือ วันก่อนหน้าสงกรานต์วันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า วันจ่าย เจ้าพนักงานจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวด

พระปริตรเพื่อเสกน้ำที่จะสรงมุรธาภิเษกในวันเถลิงศก พิธีสงฆ์นี้ทำบนพระที่นั่ง ดุสิดาภิรมย์ พระสงฆ์ที่สวดมนต์นั้นพระครูปริตรไทย 4 รูป รามัญ 4 รูป ไม่มี พระราชาคณะนำ เพราะไม่เป็นการเสด็จออก พระสงฆ์สวดมนต์ 3 วัน คือ วันจ่าย วันสงกรานต์และวันเนา

ในวันจ่าย มีการสวดมนต์ฉลองพระทรายบรรดาศักดิ์ในตอนเย็น การก่อ พระเจดีย์ทรายและการฉลองพระทรายซึ่งก่อนี้ เป็นประเพณีที่ทางราชการและชาวบ้านทั่วไปถือเอาเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ตลอดมามิได้ขาด ด้วยมีคตินิยมว่า จะได้ทรายใช้ในการก่อสร้าง และจะได้มีทรายถมพื้นลานวัด ซึ่งเป็นคตินิยมที่สืบมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ในวันมหาสงกรานต์หรือวันสงกรานต์ ตอนเช้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน เจ้าพนักงานจัดการถวายภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน ในการพระราชกุศลวันนี้มีข้าวบิณฑ์จัดบนพานสองชั้นตั้งสำรับหนึ่งสำหรับพระทรายของหลวงและพานข้าวบิณฑ์สำหรับพระทรายบริวาร เมื่อพระสงฆ์ฉัน

เสร็จแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินทรงประพรมน้ำหอมในที่พระเจดีย์ทรายทั่วไป เป็นการอนุโมทนาในการกุศลของพระบรมวงศานุวงศ์ เเละข้าราชการผู้ที่เป็นเจ้าของกอง พระเจดีย์ทรายนั้นๆ แล้วเสด็จมาถวายของไทยธรรมแก่พระสงฆ์ คือ ผ้าชุบอาบผืนหนึ่ง กับธูปเทียนมัดและหมากพลู แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

อนึ่ง ในตอนเย็นวันมหาสงกรานต์มีการสวดมนต์พระปริตรเสกน้ำที่จะใช้สรงมุรธาภิเษกต่อไป

รุ่งขึ้นเป็นวันเนา พระสงฆ์มาฉันเช้าตามธรรมเนียมแล้วทรงถวายไตร พัด เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานไตรแล้ว จึงออกไปสรงน้ำยังสถานที่ซึ่งเจ้าพนักงาน จัดถวายขึ้นในที่อันควร พระภิกษุแต่ละองค์นุ่งสบง มีอังสะของเดิม สรงน้ำแล้วจึงไปเปลี่ยนผ้า ครองไตรจีวรใหม่ที่ได้รับพระราชทาน แล้วกลับไปรับพระราชทานภัตตาหารฉันข้าวแช่ในท้องพระโรง

วันท้ายเทศกาลมหาสงกรานต์เป็นวันเถลิงศก เวลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินออกทรงบาตร แล้วเสด็จมายังหอพระอัฐิ ทรงน้ำหอมสรงพระบรมอัฐและพระอัฐิซึ่ง ประดิษฐานอยู่ในหอพระอัฐิ ต่อจากนั้นจึงเสด็จออกทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์ รับพระราชทานฉันเช้า ฉันเสร็จแล้วจึงสดับปกรณ์

เจ้าพนักงานจะจัดเตรียมตั้งพระมณฑปพระกระยาสนานขึ้นเป็นที่ประกอบการพระราชพิธี พอเวลาได้พระฤกษ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสู่ ที่สรงในพระมณฑป ทรงเครื่องพระกระยาสนานเสร็จแล้ว เจ้ากรมภูษามาลาจะเปิด สหัสธาราถวายน้ำมุรธาภิเษกเป็นสายๆ ลงมาสรงพระองค์ พอสรงมุรธาภิเษกเสร็จแล้ว พระมหาราชครู พราหมณ์ และเจ้าพนักงานผู้ใหญ่จะถวายน้ำเทพมนต์จาก พระเต้าต่างๆ และพระมหาสังข์โดยลำดับ จึงเสด็จขึ้นเปลื้องพระภูษาแล้วทรงพระภูษาสีตามวัน ทรงทัดใบไม้ที่เป็นพระศิริต้องด้วยสีวันพระชนมพรรษาเดิม แล้วจึงเสด็จออกทรงสดับปกรณ์ หรือถ้าสดับปกรณ์แล้วก็ทรงออกพระสงฆ์ยถาสัพพี

อนึ่ง เครื่องไทยทานซึ่งใช้สดับปกรณ์ในวันเถลิงศกนี้ใช้ผ้าคู่ คือ ผ้าขาว เนื้อบางขนาดผ้านุ่งผืนหนึ่ง กับผ้าขาวเนื้อบางขนาดผ้าห่มผืนหนึ่ง เป็นผ้าสำหรับคฤหัสถ์ทั่วไปใช้นุ่งห่ม คงจะตามคตินิยมมาจากการให้ผ้านุ่งผ้าห่มรดน้ำสงกรานต์ ซึ่งให้กันทั่วไปในหมู่ชนไม่จำกัดว่าผู้ดี หรือสามัญชน

ในวันเถลิงศกนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี ธรรมเนียมใหม่เกิดขึ้น กล่าวคือมีการเสด็จออกสรงน้ำพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพิ่มขึ้น เมื่อสมโภชเวียนเทียน ณ พระอุโบสถเสร็จแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินทรงสดับปกรณ์ พระอัฐิเจ้านายที่หอพระนาคเป็นการพิเศษ กว่าแต่ก่อน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสรงน้ำและนมัสการพระพุทธปฏิมากรสำคัญเพิ่มขึ้นอีกมากแห่ง เช่น ที่หอราชกรมานุสรณ์ หอราชพงศานุสรณ์ หอพระนาค พระวิหารยอด และ ต้นนิโครธ เป็นต้น การเสด็จพระราชดำเนินคดีในกรณีนี้ได้เป็นธรรมเนียมถือปฏิบัติในการพระราชกุศลสงกรานต์ในรัชกาลต่อ ๆ มา

การพระราชกุศลสงกรานต์ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงกำหนดการไปตามสภาพการที่สมควรและเหมาะสม อันเป็นไปตามพระราชดำริและพระราชวินิจฉัย

2 . ประเพณีสงกรานต์ของราษฎรในภาคกลาง

เป็นเรื่องงานสร้างกุศลตามคตินิยมในพุทธศาสนา งานแสดงกคเวทิตาคุณต่อบุพการีและผู้ที่มีอุปการะคุณ และงานรื่นเริงที่จัดเป็นการละเล่นสนุกสนานต่างๆ ก่อนจะถึงวันสงกรานต์ราว 4-5 วัน พวกผู้ใหญ่จะจัดการปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนให้สะอาด ตระเตรียมผ้านุ่ง ผ้าห่มใหม่ๆ สำหรับจะใช้นุ่งห่ม ไปทำบุญในวันสงกรานต์ พวกที่พอมีเงินก็มักจะไปซื้อทองรูปพรรณใหม่ๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน เป็นต้น จะได้สวมใส่ไปอวดกันในวันสงกรานต์ ส่วนพวกเด็กๆ ที่บ้านอยู่ใกล้ๆ แม่น้ำลำคลอง เรือลำประโดง จะมีสิ่งประหลาดสิ่งหนึ่งลอยไหลตามน้ำมาให้เด็กๆ ได้ดูชม และเล่นสนุกได้หลายวัน สิ่งประหลาดที่ว่านี้คนแต่ก่อนเรียกว่า “ตัวสงกรานต์” เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายตัวไส้เดือน แต่เล็กขนาดเส้นด้าย ยาวประมาณ 2 นิ้ว มีสีเลื่อมพราย เป็นเขียว เหลือง แดง ม่วง และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตัวสงกรานต์มักรวมกันเป็นฝูง เมื่อกระดิกตัวว่ายน้าจะเกิดเป็นประกายสีต่างๆ สวยงามประหลาดตา ถ้าจับขึ้นมาให้พ้นน้ำ สีจะตกจางหายไป หัวจะขาดเป็นท่อนเล็กๆ และเหลวละลาย พวกเด็กจะเล่นสนุกกับตัวสงกรานต์ด้วยการใช้ขันน้ำตักตัวสงกรานต์ขึ้นมาขังไว้ในขันเพื่อดูเล่น เด็กบางคนชอบใช้ทางมะพร้าวไปนั่งที่ตีนท่า คอยดักตีตัวสงกรานต์ เมื่อตัวสงกรานต์ตกใจ สีมันจะตกจาง ตัวจะจมหายลงไปใต้ผิวน้ำ อยู่สักครู่หนึ่งก็จะกลับลอยตัวขึ้นสู่ ผิวน้ำและมีสีสันสดใสดังเดิม

พอใกล้วันสงกรานต์เข้ามา พวกผู้ใหญ่จะรื้อเอาถ้วยชามมาชำระล้างให้ สะอาดเพื่อเตรียมไว้ใส่อาหารที่จะนำไปถวายพระในวันสงกรานต์ บางบ้านที่มีพระพุทธรูปอยู่กับเรือนหรือเก็บอัฐิบุพการีที่ล่วงลับไปแล้วใส่โกศไว้ที่บ้าน ก็จะนำพระพุทธรูปมาปัดเช็ดฝุ่นแล้วขัดสีให้ผ่องใส ส่วนโกศใส่อัฐิก็จะนำมาทำความสะอาด ซึ่งภาระในการนี้พวกผู้ใหญ่จะทำเองเพราะถือว่าเป็นของสูง เป็นสิ่งที่ควรนับถือ ไม่เหมาะที่จะมอบหมายหรือใช้ให้เด็กทำ

พอถึงวันก่อนวันสงกรานต์หนึ่งวัน เรียกกันว่า “วันสุกดิบ” พวกผู้ใหญ่จะออกไปหาซื้ออาหารสดเพื่อนำมาทำเป็นอาหารคาวหวานตามธรรมเนียมไทย อาหารคาวที่ทำสำหรับถวายพระสงฆ์นั้น มักไม่ขาดขนมจีนกินกับน้ำยา หรือกินกับแกง ผัดไก่ เนื้อหรือปลาอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบด้วยเครื่องเคียงสองสามอย่าง ข้าวสุกและกับข้าวต่างๆ ตามแต่จะสมควร นอกจากนี้ยังนิยมทำข้าวแช่กินกับเครื่องกินโดยเฉพาะ กับข้าวแช่ เช่น หัวผักกาดเค็มผัดหวาน ลูกกะปิไข่เค็ม เป็นต้น จัดเป็นสำรับนำไปส่งพระสงฆ์ตามวัดในละแวกบ้าน ขนมที่มักทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเทศกาลนี้ คือ ข้าวเหนียวแดง และกาละแม นอกจากนี้ยังนิยมทำขนมกินกับน้ำกะทิบ้าง น้ำเชื่อมบ้าง เช่น ลอดช่อง เมล็ดแมงลัก ข้าวตอก วุ้น เป็นต้น สำหรับกินแก้ให้คลายร้อน ซึ่งทำทั้งถวายพระสงฆ์และแจกเป็นทานแก่คนทั่วไปด้วย โดยนำขนมใส่อ่างดินเผา หรือโอ่งลายมังกร นำมาตั้งบนแคร่ที่หน้าประตูบ้านพร้อมด้วยถ้วยและกระบวยตักขนม สำหรับแจกเป็นธารณทานแก่ผู้คนที่ผ่านไปมาจะได้กินแก้หิวและผ่อนคลายร้อน คติทำขนมแจกเป็นธารณทานนี้มาเชื่อมความนิยมภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และหมดไปในที่สุด

ในตอนใกล้รุ่งของวันมหาสงกรานต์ในสมัยก่อนนั้น พวกผู้ชายที่มีปืนอยู่กับเรือนจะเอาปืนมายิงขึ้นฟ้าคนละหลายนัด ถือเป็นการขับไล่ภูติผีปิศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่แอบเข้ามาแฝงอยู่ตามบ้านเรือนให้ตกใจหนีไป ผู้ใหญ่บางท่านอธิบายว่า เป็นการยิงเพื่อล้างดินปืนที่บรรจุไว้ในลำกล้องปืนค้างไว้นาน เพื่อจะได้ทำความสะอาด เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ภายหลังทางราชการพิจารณาเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะกับสภาพสังคมปัจจุบัน จึงได้ออกประกาศห้าม คติดังกล่าวจึงสูญไปอีกเรื่องหนึ่ง

เช้าตรู่วันมหาสงกรานต์ ชาวบ้านจะไปตักบาตร หรือนำอาหารไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

ตามวัดทั่วไปแต่ก่อนมักมีศาลาบาตรทำเป็นแคร่ยกชั้นสูงกว่าหน้าดินประมาณ 2 ศอก พื้นเเคร่ปูกระดานสองแผ่นวางคู่ขนานกันไปเป็นทางยาวสัก 4-5 วา ทำหลังคาทรงคฤห์ไว้ข้างบนคลุมเหนือแคร่ที่ว่านี้ เมื่อถึงวันสงกรานต์ในตอนเซ้า ทางวัดจะเอาบาตรมาตั้งเรียงรายไปบนหลังแผ่นกระดานเป็นสองแถว สำหรับชาวบ้านที่มาทำบุญจะได้ตักข้าวใส่บาตร ชาวบ้านที่นำอาหารมาแต่บ้านพอมาถึงวัดก็จะเอาอาหารคาว หวาน ขึ้นไปวางพักไว้บนศาลาการเปรียญเสียก่อน แล้วพากันไปตักข้าวใส่บาตรที่ศาลาบาตรให้ครบทุกๆ บาตร เมื่อตักบาตรเสร็จก็กลับขึ้นมาบนศาลาการเปรียญ พระสงฆ์ทั้งหมดในวัดนั้นก็จะขึ้นศาลาไปนั่งลำดับเรียงกันไปบนอาสนสงฆ์ ผู้ที่เป็นหัวหน้าทายกในที่นั้นจะเริ่มนำอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร แล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนต์ไปจนจบ จึงจัดการถวายอาหารเครื่องคาว หวาน ที่ได้นำมาแด่พระภิกษุสงฆ์ พอพระสงฆ์เสร็จภัตตกิจแล้วถ้าจะทำการบังสุกุล ก็นิมนต์พระสงฆ์ให้ทำให้ในตอนนี้ หลังจากนั้นพระสงฆ์ก็จะอนุโมทนาและให้พรแล้วก็ลงจากศาลากลับไปกุฏิ ชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญ จะเอาอาหารที่นำมาจากบ้านมาร่วมกันจัดเป็นสำรับๆ แล้วร่วมวงรับประทานอาหารกันเป็นวงๆ บนศาลาการเปรียญนั้น ครั้นรับประทานอาหารเสร็จ ต่างก็ล่ำลากันกลับไปบ้านของตน

พอตกบ่ายในวันเดียวกันนี้ หนุ่มสาวและเด็กๆ ก็จะอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้สวยงามแล้วก็พากันออกจากบ้านไปชุมนุมกันที่วัด เพื่อช่วยกันขนทรายขึ้นลานวัด ก่อพระเจดีย์ทราย และเล่นสนุกสาดน้ำในตอนเย็นวันสงกรานต์

อนึ่ง การทำบุญเลี้ยงพระในวันมหาสงกรานต์ตามประเพณีชาวบ้านนี้ บางบ้านที่มีฐานะมั่งคั่ง เป็นตระกูลใหญ่มีเครือญาติมาก ก็มักจัดการทำบุญขึ้นที่บ้านเป็นการรวมญาติ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ที่เรือนตอนเย็นในวันสุกดิบ แล้วถวายภัตตาหารเลี้ยงพระตอนเช้า วันมหาสงกรานต์ ชาวบ้านบางกลุ่มพอใจจัดงาน

ทำบุญเลี้ยงพระขึ้นในหมู่บ้านก็มี เรียกว่า “ทำบุญกลางบ้าน” ที่เรียกเช่นนี้ก็เนื่องจากให้พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และชาวบ้านถวายภัตตาหารเลี้ยงพระ ณ บริเวณกลางหมู่บ้าน การทำบุญกลางบ้านนี้นิยมทำกันในช่วงเช้าขณะที่แดดยังอ่อนอยู่ สำหรับอาหารที่จะนำมาถวายและเลี้ยงพระนี้ มักหาข้าวสุกมาสำหรับตักบาตรอย่างหนึ่งและกับข้าวที่มักเป็นแกง ข้าวสุกและแกงนี้ใส่มาในหม้ออย่างละหม้อแล้วเข้าสาแหรก เล็กๆ หิ้วมาเป็นคู่ๆ แต่ละบ้านลักษณะการนำอาหารมาถวายเลี้ยงพระแบบนี้เรียกว่า ทำบุญแบบข้าวหม้อแกงหม้อก็มี

วันถัดมาเป็นวันเนา จัดในบางถิ่นบางตำบลจัดให้มีการทำบุญถวายภัตตาหารเลี้ยงพระเพลเป็นการฉลองพระทรายก็มี พอเสร็จจากการเลี้ยงพระแล้วก็จะนิมนต์ พระภิกษุผู้อาวุโสหรือสมภารเจ้าวัดมารับน้ำสรงที่ชาวบ้านจะถวายสรงน้ำพระตามประเพณี การสรงน้ำนี้ปรกติทำบนศาลาการเปรียญ พระภิกษุที่รับนิมนต์จะนั่งบนตั่งหรือม้าเตี้ยๆ ชาวบ้านผู้ชายหรือลูกศิษย์ลูกหาจะนำน้ำสะอาดเจือน้ำอบไทยใส่ขันไปรดราดให้ท่านคนละขันๆ รดกันจนพระท่านเปียกชุ่มโชกอย่างกับอาบน้ำ บางทีก็ทำรางยาวๆ ตั้งบนขาทราย จัดให้ปลายรางเอียงลาดลงตรงที่พระภิกษุนั่งรับน้ำ แล้วให้บรรดาทายก คือ ชาวบ้านทั้งผู้ชายและผู้หญิงรดน้ำลงที่ต้นราง น้ำก็จะไหลไปตามรางตกลงรดสรงพอดีที่พระภิกษุก็มี พอสรงน้ำพระเสร็จก็จัดการถวายไตรจีวรใหม่ให้ ท่านครอง เมื่อท่านครองผ้าเรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรมตามสมควร แก่กาล แล้วอวยพรเนื่องในการขึ้นปีใหม่ให้แก่ผู้ที่มาสรงน้ำ ท่านในที่นั้น เสร็จการเทศน์และส่งพระภิกษุกลับแล้ว ชาวบ้านต่างก็เล่นสาดน้ำกัน การเล่นสาดน้ำในวันเนานี้ เล่นกันไปจนถึงบ่ายจึงเลิก เพราะจะต้องเตรียมตัวไปร่วมเล่นสนุกต่างๆ ที่จะมีต่อไปในตอนเย็นและค่ำๆ

วันรุ่งขึ้นต่อจากวันเนาเป็นวันเถลิงศก คือ วันขึ้นศักราชใหม่ พวกผู้ใหญ่บูชาพระพุทธรูปที่ประดิษฐานบนที่บูชาในเรือน แล้วจึงสรงน้ำพระพุทธรูปด้วยน้ำอบหรือ น้ำร่ำ ถัดมาก็ให้คนในเรือนที่อาวุโสมาก เข้าสรงน้ำพระตามลำดับ ต่อไปคือการรดน้ำผู้ใหญ่ เช่น ปู่ย่า ตายาย ที่อยู่ในเรือนนั้น หรือนำน้ำไปรดผู้มีอุปการะคุณตามบ้านในที่ต่างกัน การรดน้ำผู้ใหญ่ถือเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณ ผู้ที่จะไปรดน้ำจะต้องเตรียม น้ำอบไทยหรือแป้งสด กรอกใส่ขวดแก้วที่งามๆ ขนาดย่อมๆ ใบหนึ่ง ผ้าคู่สำรับหนึ่ง คือ ผ้านุ่งผืนหนึ่ง ผ้าห่มผืนหนึ่งชึ่งเป็นของใหม่ พับทบให้แคบแล้ววางซ้อนมัดติดกันเป็นคู่ ใส่พานโตกทองเหลืองหรือถาดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรถ้ามีดอกไม้หรือร้อยมาลัยดอกไม้สดวางไว้บนผ้าคู่ด้วยก็ได้ ผ้าคู่นี้จะต้องจัดหาและเตรียมไว้ให้พอกับจำนวนผู้ใหญ่ที่จะไปรดน้ำ

เมื่อจะรดน้ำผู้ใหญ่นั้น ผู้ที่จะรดน้ำต้องกราบแสดงการคารวะผู้อาวุโสเสียก่อน จึงอนุญาตแล้วรดน้ำลงที่มือ ชึ่งท่านจะยื่นออกมารับน้ำที่เรารินลงไปพอสมควร ต่อจากนั้นจึงมอบผ้าคู่ให้เป็นของกำนัลแก่ท่านแล้วนั่งพนมมือสงบนิ่งเพื่อรับพรจากท่านผู้ใหญ่นั้นจนจบ จึงกราบคารวะท่านแทนการขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่ง

วันเถลิงศกนี้ถือว่าเป็นวันมงคล ผู้ใหญ่จะตักเตือนให้ระมัดระวังคำพูดคำจา ให้พูดแต่สิ่งที่ดีๆ จะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัว ชาวบ้านบางคนจะไปวัดพร้อมด้วยดอกไม้ ธูปเทียนและขวดน้ำอบ เพื่อสรงน้ำ และไหว้พระพุทธรูปในโบสถ์และวิหาร เเละอธิษฐานขอรับความคุ้มครองจากพุทธานุภาพก็มี

อนึ่ง ยังมีคตินิยมที่ได้ทำกันในวันเถลิงศกอีกอย่างหนึ่ง คือ การปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อเอาบุญเอากุศล ระหว่างเทศกาลสงกรานต์ 3 วันนั้น ตอนบ่ายแก่ๆ ได้เวลาแดดร่มลมตก ชาวบ้านจะชวนกันมาชุมนุมที่ลานกลางหมู่บ้าน เพื่อร่วมกันเล่นสนุกด้วยการเล่นต่างๆ ตามขนบนิยมของแต่ละพื้นบ้าน เช่น เล่นตี๋ เล่นลูกช่วง เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นไม้หึ่ง เล่นเข้าทรงแม่ศรี เล่นเข้าลิงลม เป็นต้น บางแห่งก็เล่นเพลงพื้นบ้าน ซึ่งเล่นกันในหมู่ชาวบ้านด้วยกันเอง หรือไปหาพ่อเพลงแม่เพลงจากที่อื่นมาเล่นเพลงให้ฟังก็มี เพลงพื้นบ้านที่นิยมร้องเล่นกันในโอกาสเทศกาลสงกรานต์นี้ ได้แก่ เพลงพิษฐาน เพลงพวงมาลัย เพลงระบำบ้านไร่ เพลงช้าเจ้าหงส์ เพลงคล้องช้าง เป็นต้น นอกจากนั้นบางคนยังสนุกกับการเล่นพนันต่างๆ เช่น เล่นไพ่ เล่นเบี้ย เป็นต้น การเล่นการพนันในระหว่างเทศกาลสงกรานต์นี้ถือเป็นธรรมเนียมซึ่งทางราชการแต่ก่อนยอมผ่อนปรนให้เล่นกันได้โดยไม่ผิดกฎหมายการพนัน

ประเพณีสงกรานต์แต่ก่อนนั้น ใครอยู่หมู่บ้านใด ตำบลใดก็จัดงานทำบุญ เล่นสนุกกันในละแวกวัดประจำหมู่บ้านและตำบลนั้น โดยธรรมเนียมตามมีตามเกิดไม่เป็นหลักฐาน ไม่เป็นหน้าตาสักเท่าใดนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2479 มีประชาชนหมู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในย่านถนนวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพฯ ได้คิดการจัดงานประเพณีสงกรานต์ขึ้น เพื่อให้ชาวถนนวิสุทธิกษัตริย์ได้มีโอกาสพบปะร่วมกัน ตักบาตร ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ ที่นิมนต์มาเจริญพระพุทธมนต์ให้เป็นสิริมงคล ต่างก็ทำกับข้าว ขนมต่างๆ ตั้งไว้ หน้าบ้านให้เป็นทาน สำหรับเพื่อนบ้าน หรือคนจากที่อื่นๆ มาเที่ยวดูงานสงกรานต่างได้รับประทาน มีการเล่นสนุกต่างๆ และสาดน้ำระหว่างชาวถนนวิสุทธิกษัตริย์ด้วยกันตามธรรมเนียม งานประเพณีสงกรานต์ในย่านดังกล่าวนี้ได้จัดให้มีต่อมาทุกปี พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงคราม บ้านเมืองคับขัน ผลของสงครามเป็นเหตุให้ผู้คนส่วนมากอพยพหนีการโจมตีทางอากาศจากข้าศึกออกไปหลบภัยอยู่ตามชนบท ย่านถนนวิสุทธิกษัตริย์มีผู้คนอาศัยอยู่บางตา ไม่มีกำลังพอ การจัดงานประเพณีสงกรานต์จึงว่างเว้นมาหลายปี เมื่อสงครามยุติ ถัดจากนั้นมาประมาณปีหนึ่งหรือสองปี ชาวถนนวิสุทธิกษัตริย์ที่กลับคืนมาสู่ถิ่นเดิมเป็นปรกติดีแล้ว ได้รื้อฟื้นประเพณีสงกรานต์และจัดให้เป็นงานประจำปีขึ้นใหม่ งานประเพณีสงกรานต์คราวหลังสงครามนี้ ได้จัดให้มีการประกวดเทพีสงกรานต์ประจำปี เป็นประเพณีนิยมและถือว่าเป็นหน้าตาสำหรับงานประเพณีสงกราต์ของชาวถนนวิสุทธิกษัตริย์ ต่อมา การประกวดเทพีสงกรานต์นี้ได้มีชุมชนในที่ต่างๆ นำเอาไปดำเนินการเป็นกิจกรรมหลักของงานประเพณีสงกรานต์แพร่หลายกว้างไกลออกไปทั่วประเทศ

ประเพณีสงกรานต์ มิได้เป็นประเพณีในหมู่ชนชาวไทยเท่านั้น ชาวรามัญหรือมอญที่อยู่ร่วมในสังคมชาวไทยมาแต่โบราณ โดยเฉพาะตามย่านต่างๆ ในภาคกลาง ก็มีประเพณีสงกรานต์หรือการขึ้นปีใหม่เช่นเดียวกับประเพณีอย่างไทย เทศกาลสงกรานต์นี้ชาวรามัญเรียกว่า “ ปัวอะห์ตะห์ ” เริ่มในวันที่ 1 3 เมษายนของทุกปี ธรรมเนียมสำคัญ ๆ ที่ชาวรามัญถือว่าจะต้องทำคือ “ปิ้ง ซงกราน” หรือ “ข้าวแช่” เป็นอาหารพิเศษสำหรับถวายพระสงฆ์และบูชาเทวดา เช้าตรู่วันที่ 13 เมษายน เริ่มต้นเทศกาล “ปัวอะห์ต๊ะห์” ชาวรามัญจะจัดสำรับข้าวแช่ไปถวายพระที่วัดใกล้บ้าน ข้าวแช่อีกส่วนหนึ่งจะนำไปถวายเทวดาเรียกกันว่า “มิห์ซงกราน” คือ สร้างศาล เพียงตาขึ้นที่หน้าบ้าน แล้วนำข้าวแช่พร้อมเครื่องบูชาขึ้นตั้งบนศาลนั้น ทำพิธีบูชา ท้าวกบิลพรหมและนางสงกรานต์ทั้ง 7 นาง ประเพณีสงกรานต์ในหมู่ชาวรามัญ มักกำหนดเพียง 3 วัน คือวันที่ 13–14 เมษายน ในระหว่างเทศกาลนี้จะมีการจัดสำรับข้าวแช่ไปส่งให้กับญาติผู้ใหญ่เป็นการแสดงความเคารพนับถือ นอกจากนี้แล้วยังมีธรรมเนียมนำไม้ไปค้ำกิ่งโพธิ์ ขนทรายเข้าวัด สรงน้ำพระหรือที่เรียกว่า “ฮะห์เลิ้มวัง” แห่หางหงส์ รำผีประจำหมู่บ้านและการเล่นสะบ้ามอญ เป็นต้น ประเพณีสงกรานต์อย่างชาวรามัญนี้ จะพบเห็นได้ตามย่านที่มีชาวรามัญอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ เช่น อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตำบลบางกระดี่ อำเภอบางขุนเทียน ตำบลบางไส้ไก่ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร และ จังหวัดปทุมธานี เป็นต้น

ประเพณีและธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติในเทศกาลสงกรานต์ในหมู่ชนชาวบ้าน แต่ละพื้นถิ่นอาจมีลำดับขั้นตอนหรือส่วนปลีกย่อยต่างกันไปบ้าง แต่ภาพรวมของประเพณีสงกรานต์ตามคตินิยมในสังคมชาวบ้านที่ได้อธิบายมาแต่ข้างต้นโดยลำดับ

ประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบัน กล่าวโดยเฉพาะที่ได้รับการจัดขึ้นเป็นงานนักขัตฤกษ์สำหรับเทศกาลนี้โดยภาคเอกชนนั้น เป็นที่สังเกตได้ว่า มีการ เปลี่ยนแปลงคตินิยมที่เป็นอยู่แต่เดิมมาในหมู่ชนชาวบ้านมาก กรณีตัวอย่างนี้เห็นได้จากการจัดงานประเพณีสงกรานต์มาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามมหาอาเซียบูรพาต่อเนื่องมาทุกๆ ปี ครั้นภายหลังสงครามยุติลง งานประเพณีสงกรานต์ประจำปีซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่แล้ว ได้กลายเป็นวงกว้างและเลียนแบบไปทำกันขึ้นในที่อื่น ๆ ต่อมา ในส่วนรดน้ำชึ่งเป็นธรรมเนียมแต่ก่อน ที่มีขอบเขตในการควรปฏิบัติสำหรับผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ก็เริ่มเลือนหายไป การเล่นสนุกด้วยการสาดน้ำเริ่มมีบทบาทเด่นขึ้นแทน แล้วได้กลายเป็นกิจกรรมนิยมสำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว มีการสาดน้ำในลักษณะก้าวร้าว รุนแรงขาดความสุภาพจนกลายเป็นการกระทำที่เรียกว่า “สงครามน้ำ”

สงกรานต์เป็นเทศกาลนักขัตฤกษ์ขึ้นปีใหม่ เป็นวาระแห่งการเริ่มต้นทำสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ความเป็นอยู่และการทำมาหากิน ดังนี้สงกรานต์จึงน่าที่จะมีความหมายและขอบเขตอันพึงปฏิบัติ โดยคตินิยมที่จะเป็นสิริมงคลดังกล่าว สงกรานต์และนักขัตฤกษ์ในเทศกาลสงกรานต์ก็จะคงเป็นวัฒนธรรมของชาติสืบต่อไป