พิธีทอดกฐิน

ความหมายของคำว่า กฐิน

คำว่า กฐิน เป็นภาษาบาลี แปลว่า ไม้สะดึง คือ ไม้แบบตัดจีวร ในสมัยก่อนการตัดเย็บจีวรเป็นเรื่องใหญ่ ทำยาก เพราะไม่มีเครื่องทุ่นแรง เช่น จักรเย็บผ้า และไม่มีร้านขายจีวรสำเร็จรูป พระภิกษุจึงต้องตัดเย็บจีวรกันเอง โดยช่วยกันหลายๆ รูป ใช้ไม้สะดึงสำหรับขึงผ้าเพื่อกะ ตัด เย็บ การใช้ไม้สะดึงช่วยในการตัดเย็บจีวร สะดวกแก่ผู้ไม่ชำนาญในการตัดเย็บ และเย็บต่อกันให้เข้าเป็นรูปจีวร สะดวกแก่ผู้ไม่ชำนาญในการเย็บ และเย็บต่อกันให้เข้าเป็นรูปจีวร สมัยนี้ช่างเย็บจีวรมีความชำนาญในการกะผ้าและตัดเย็บไม่ต้องอาศัยไม้สะดึง แต่ชื่อของผ้าชนิดนี้ยังคงเรียกผ้ากฐินอยู่ตามเดิม

คำว่า กฐิน ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ . 2493 คือ “ผ้าที่ถวายพระซึ่งจำพรรษาแล้ว”

การทอดกฐิน ก็คือ การนำผ้ากฐินไปวางต่อหน้าสงฆ์ ซึ่งมีจำนวนอย่างน้อย 5 รูป โดยมิได้เจาะจงว่าจะถวายสงฆ์รูปใด

การทอดกฐิน มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปถึงกลางเดือน 12 มีกำหนด 1 เดือน ภายหลังจากออกพรรษาแล้ว จะทอดก่อนหรือภายหลังที่กำหนดนี้ไม่ได้

เหตุผลที่มีการกำหนดทอดกฐินขึ้นนี้มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่พระสัมมาพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเชตุวนาราม ซึ่งเป็นพระอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวายเป็นพุทธานิวาส

มีภิกษุชาวเมืองปาฐาประมาณ 30 รูป ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงธุดงค์ทั้งสิ้น คือ อรัญิกธุดงค์คือ (ถือการอยู่ป่า) บิณฑปฏิกธุดงค์ (ถือการเที่ยวบิณฑบาต) ปังสุกุลิกธุดงค์ (นุ่งห่มผ้าบังสกุล) และเตจีวริกธุดงค์ (ใช้จีวร 3 ผืน) จะพากันมาสูเมืองสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระศาสดา

เมื่อเดินทางรอนแรมมานั้นก็ใกล้จะถึงฤดูเข้าพรรษาแล้ว ครั้นจะเดินทางมาเข้าพรรษา ณ เมืองสาวัตถีก็ไม่ทันจึงพากันเข้าพรรษาที่เมืองสาเกต ซึ่งมีระยะห่างจากเมืองสาวัตถี 6 โยชน์ เมื่อออกพรรษาจึงรับมาเฝ้าต้องฝ่าฝนลุยน้ำลุยโคลนมา

สมเด็จพระศาสดาได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่ และการเดินทาง ภิกษุทั้ง 30 รูป ได้กราบทูลตั้งแต่ต้นจนจบ

สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงปรารภถึงเหตุที่ภิกษุเหล่านี้ออกพรรษาเร่งมาเฝ้าทั้งที่จีวรเปียกน้ำฝนและต้องลุยน้ำลุยโคลน พระองค์จึงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายรับผ้ากฐินในระยะภายหลังออกพรรษาไปแล้วอีกเดือนหนึ่ง จึงถือเป็นประเพณีจนกระทั่งทุกวันนี้

ต่อมามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น เป็นต้นว่า ผ้าที่ถวายกฐินไม่เพียงพอต่อพระสงฆ์ พระสงฆ์ไม่รู้ว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผ้ากฐิน จึงเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อให้ผ่อนผันหาความสะดวกในพระธรรมวินัย จึงได้มีพระบรมพุทธานุญาตให้ภิกษุ จำพรรษาตลอด 3 เดือน ที่มีจีวรเก่ากว่าเพื่อนและเป็นผู้ฉลาดในพระธรรมวินัยเป็นผู้รับผ้ากฐิน คือ เป็นผู้กรานกฐิน และให้ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ในอาวาสเดียวกันนั้นอนุโมทนากฐิน ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้ได้อานิสงส์ตามพุทธดำรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตเพื่อจะกรานกฐินแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่จำพรรษาแล้วอานิสงส์ 5 ประการ คือ

1 . อนามนฺตจาโร เที่ยวไปในละแวกบ้านโดยไม่ต้องอาบัติด้วยจารีตสิกขาบท

2 . สมาทานจาโร เที่ยวไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบก็ได้ โดยมิต้องอาบัติ ด้วยทุติยกฐินสิกขาบท

เมื่อจบคำถวายนี้แล้ว พระสงฆ์จะรับพร้อมกันว่า สาธุ แล้วผู้เป็นเจ้าภาพ หรือ เป็นประธาน ในการทอดกฐินนั้นก็เข้าไปเอา ผ้าไตรกฐินประเคนภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ หรือจะไม่ประเคนเอาไปวางเฉย ๆ ก็ได้แล้วต่อจากนั้นก็จัดถวายเครื่องบริขารต่าง ๆ ตามที่ได้ตระเตรียมมา ต่อจากนั้นพระสงฆ์ก็ได้จัดการมอบผ้าไตรกฐินนั้นให้แก่ภิกษุ รูปใดรูปหนึ่งที่ลงความเห็นแล้วว่าเป็นผู้สมควรจะได้รับผ้านั้น เมื่อท่านทำพิธีกรานกฐินเสร็จแล้ว ท่านก็จะได้อนุโมทนาต่อไป

จุลกฐิน

ประเพณีการทอดกฐินอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า จุลกฐิน ซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่ โบราณกาล การทอดจุลกฐินที่สำคัญที่สุดขาดไม่ได้ก็คือผ้า ผ้าจะเป็นผ้าขาวที่ยังไม่ได้เย็บ ยังไม่ได้ย้อม หรือเป็นจีวรสำเร็จรูปก็ได้ จะเป็นผ้าจีวรหรือผ้าสบงหรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ สาระสำคัญของกฐินคือผ้าที่กล่าวนี้ เป็นของขาดมิได้สำหรับวัดมหานิกายท่านรับจีวรสำเร็จรูป วัดธรรมยุตท่านรับผ้าขาวยังไม่ได้ตัด วัดใดท่านรับอย่างไร ก็ต้องจัดถวายให้ถูกความประสงค์ ส่วนของอย่างอื่นที่ถวายในคราวทอดกฐินนั้น เรียกว่า บริวารกฐิน มากหรือน้อยตามศรัทธา เจ้าภาพจะจัดบริวารกฐินเป็น 2 ประเภท คือ ของถวายพระประเภทหนึ่ง และของถวายเป็นของกลางเพื่อประโยชน์ของสงฆ์โดยส่วนรวมอีกประเภทหนึ่ง เช่น เลื่อย ค้อน สิ่ว กบไสไม้ ขวานสำหรับซ่อมแซมพระอาราม เป็นต้น