การปั้นหม้อดินเผา

งานหัตถกรรมปั้นหม้อของชาวบ้านแถบคลองสระบัว เป็นอาชีพเก่าแก่ที่มีหลักฐานความเป็นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน สมัยนั้นเรียกย่าน ถิ่นนี้ว่า “ บ้านหม้อ ” เพราะเป็นแหล่งสำคัญของการทำหม้อดินเผาและเปลี่ยนชื่อเป็น “ คลองสระบัว ” ในระยะหลังเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น

ชาวบ้านย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นคนเก่าแก่ และยึดอาชีพการปั้นหม้อดินหม้อทุกครอบครัวจึงเป็นหลักเป็นฐานมานานนม หลายคนยืนยันว่าเริ่มทำมาตั้งแต่เด็กและทำเรื่อยมาจนถึงบัดนี้ไม่เคยคิดหักเหไปทำอย่างอื่น เพราะปั้นหม้อมาจนชำนาญ

งานปั้นหม้อในยุคก่อน ๆ เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คุณ ยายประนอม อุทิศศรี และ คุณยายศรีนารถ สุขสวัสดิ์ สองผู้เฒ่าแห่งบ้านคลองสระบัว รำลึกถึงอดีตด้วยใบหน้าในยิ้มว่า สมัยก่อนทุกอย่างต้องทำด้วยตัวเอง เครื่องมือทุ่นแรงไม่มีให้ใช้ อย่างแป้นหมุน หรือ “ แระ ” ต้องใช้กำลังขาเข้าช่วยแต่สมัยนี้มีสายพานมอเตอร์ ทุ่นแรงไปมากทีเดียว

“ หม้อที่เผาจนเสร็จแล้วก็เหมือนกัน เมื่อก่อนต้องขนใส่เรือพายไปแลกเปลี่ยนสินค้าตามหัวเมือง หรือไม่ก็ชุมทางเรือ เรียกว่าแลกบ้างขายบ้าง กว่าจะหมดก็ปาเข้าไปหลายวัน ขากลับก็มีข้าวของเครื่องใช้ตุนกับมาเยอแยะไปหมด ” คุณประนอมเล่าปนขำอย่างสนุก

ส่วนคุณยายศรีนารถ ซึ่งปั้นหม้อมาตั้งแต่เด็ก ก่อนไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งทำงานที่วิทยาลัยพระนครศรีอยุธยาจนถึงวัยเกษียณ จึงกลับมาสืบสานงานปั้นหม้อดิน โดยเฉพาะสถาบันศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะครูจะเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษามาดูการสาธิตและให้ทดลองทำด้วยตนเอง

การปั้นหม้อดิน

•  ดินที่นำมาใช้ในปั้นหม้อ คือ ดินเหนียวที่หาได้ตามท้องไร่ท้องนา

•  ทราย ที่ใช้เป็นทรายละเอียดตามแม่น้ำใช้เป็นส่วนผสมในระหว่างการ

ย่ำดินกับทรายให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว

3. กระบะหรืออ่าง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการหมักย่ำดิน บางบ้านใช้วิธีขุดดิน ลงไปเป็นแอ่งสี่เหลี่ยมหรือกลมรีลึกพอประมาณ

4. น้ำ ที่ใช้เป็นน้ำจากลำคลองสระบัวนั่นเอง ใช้เป็นตัวประสานระหว่างดินกับทรายให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว

5. แป้นหมุน เครื่องมือชนิดนี้เดิมใช้แรงงานคน เรียกว่า “ แระ ” มาระยะหลังใช้มอเตอร์สายพานแทน

6. ไม้ตี เป็นอุปกรณ์ที่มีหลายขนาด และใช้ในโอกาสต่างกัน เช่น ไม่ตีแรก จะมีขนาดเหมาะมือ ไม้ตีไม้สองเรียก ไม้ตน ใช้ต่อจากขั้นตอนแรกและไม้ตีไม้สามเรียก ไม้ลายแบน

7. ลูกหิน ทำมาจากดินเหนียวผสมปูนซีเมนต์เป็นตัวยันเนื้อหม้อดินขณะที่อีกมือหนึ่งจะทำหน้าที่ดีอยู่ด้านนอก

8. หินขัด หาได้ทั่วไป เป็นหินผิวเรียบทั่วไป เช่น หินอ่อนหรือหินแม่น้ำใช้สำหรับขัดผิวหม้อดินให้เรียบเสมอกัน ก่อนการชุบสี

9. สีดินเหลือง ทำมาจากดินเหนียวสีเหลืองผสมน้ำ คนจนเนื้อดินและโคลนจะได้น้ำดินสีเหลืองจะนำมาใช้เป็นสีทาผิวหม้อดินที่ผ่านการขัดมาแล้ว

ขั้นตอนการทำ

1. ย่ำดิน โดยขั้นแรกจะนำดินที่เป็นก้อนมาแช่น้ำหมักไว้ราว 1-2 วัน แล้วนำดินที่ได้มาใส่กระบะที่เตรียมไว้ พร้อมกับผสม ดิน 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน และน้ำพอประมาณ

2. เริ่มทำการย่ำดิน ย่ำจนมั่นใจว่าเข้ากันเป็นเนื้อเดียวอย่างพอดี จึงตักดินขึ้นมาห่อไว้ด้วยผ้าชุบน้ำ

3. ปั้นหม้อ คนปั้นหม้อจะตักดินมาวางบนแป้นหมุนโดยกะประมาณเอาเองว่าจะปั้นหม้อครั้งละจำนวนเท่าใด ดินที่ถูกตักขึ้นมาโปะบนแป้นจะได้รับการจัดแต่งลักษณะพอกเป็นเนิน เปิดสวิตช์ ใช้ผ้าชุบน้ำคอยหล่อลื่นใช้มือกดลงตรงกลางจนได้ขนาดความหนาและความสูงตามต้องการ จากนั้น นำผ้าชุบน้ำ “ รีหม้อ ” ให้ได้ส่วนโค้งเว้าเมื่อพอใจแล้วจึงใช้ด้ายตัดดินตรงฐานหม้อ ถือเป็นการปั้นหม้อเสร็จหนึ่งใบ

4. เรียงตาก หม้อที่ได้จากการปั้นจะถูกลำเลียงมาวางบนแผ่นกระดานไม้อย่างเป็นระเบียบก่อนนำไปตาก สามารถตากได้ทั้งแดดและลม และใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงก็ใช้ได้ หากไม่มีแดดก็ใช้ตากลมประมาณ 1 คืนก็ใช้ได้

5. ทาสีหม้อ นำหม้อที่ผ่านการตบแต่งเรียบร้อยแล้วมาทาสี โดยใช้ผ้าชุบโคลนสีเหลือง หรือที่เรียกว่า “ ดินเหลือง ” ตากไว้ 1 คืน

6. เผาหม้อดิน ชาวบ้านคลองสระบัว ยังคงใช้วิธีการเผาหม้อดินแบบโบราณอยู่เรียกว่า “ เผาเตาสุม ” โดยเตาเผาจะได้รับการก่อขึ้นเป็นทรงสูงเหนือพื้นดินส่วนด้านล่างของเตาจะขุดดินลงไปให้ลึกพอประมาณ เพื่อใสฟืนกระถินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงพื้นบ้าน การเผาจะใช้เวลาชั่วข้ามคืนแล้วจึงเปิดเตาในช่วงเช้า ถึงขั้นตอนนี้ระหว่างที่หม้อถูกลำเลียงออกจากเตาเผา หากใบไหนร้าวหรือมีตำหนิมากเกินไปก็จะทุบทิ้ง จะไม่ยอมจำหน่ายออกไปเพราะจะทำให้เสียชื่อ “ หม้อดินเผาบ้านคลองสระบัว ”

การปั้นหม้อแต่ละครั้งทำกัน 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่เรียกว่า “ หม้อต้น ” ขนาดกลางเรียกว่า “ หม้อกลาง ” และขนาดเล็กเรียกว่า “ หม้อกระจอก ” ซึ่งการทำหม้อขนาดใดจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการสั่งของพ่อค้า

นอกจากนั้น จะเป็นตลาดจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมงานในพื้นที่หรือบางครั้งมีพ่อค้าแม่ขายย่านแหล่งท่องเที่ยวสั่งไว้ทำเฉพาะก็ผลิตและส่งให้ตลาดของ หม้อปั้นดินเผาจึงมีตายตัว

รายได้คนปั้นหม้อค่าแรงใบละ 1.50 บาท ในหนึ่งคนทำได้ระหว่าง 100-150 ใบต่อวัน จะมีรายได้ระหว่าง 150-250 บาทต่อวัน ค่าตีหม้อ การนำหม้อดินมาตีจนได้รูปทรงตามขนาดที่ต้องการ หม้อต้นค่าแรงใบละ 4 บาท หม้อกลางและหม้อกระจอกค่าแรงเท่ากันคือใบละ 3 บาท ตีได้ราว 30-40 ใบต่อวันต่อคน มีรายได้ประมาณ 120-150 ต่อวัน ค่าขัดหม้อ ได้รับในขั้นตอนจากการตีมาเคลือบ แล้วขัดให้มันอีกครั้งจะได้ค่าแรงใบละ 1 บาท หนึ่งคนทำได้วันละประมาณ 100-120 ใบ

ส่วนรายได้ของผู้ประกอบการขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมีกำไรอยู่ระหว่าง 2-3 บาท ต่อใบ

ประโยชน์ที่ท้องถิ่นได้รับ

โดยที่การปั้นหม้อบ้านคลองสระบัวในด้านส่วนรวม การปั้นหม้อที่คลอง สระบัวนี้ เป็นแหล่งผลิตสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังอนุรักษ์การทำเครื่องใช้ในครัวเรือนลักษณะนี้อยู่จึงมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับการอุดหนุนจากนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศมาโดยตลอด นับเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรมพื้นบ้านที่นำชื่อเสียงมาสู่ท้องถิ่นโดยรวม

“ ผู้คนในท้องถิ่นบ้านคลองสระบัวยังให้ความสำคัญกับหัตถศิลป์แขนงนี้อยู่ ไม่น้อย หลายคนยืนยันว่ามีความสุขกับงานที่ทำ ขณะเดียวกันรายได้ที่เข้ามาไม่สูงนัก แต่ก็ไม่น้อยจนเกินไปหลายครอบครัวสามารถอยู่ได้ตามอัตภาพ ขณะที่หลายครอบครัวมีเงินเหลือเก็บ ”