การทอผ้า

ความเป็นมาและความสำคัญ

เมื่อปี พ .ศ . 2520 ราว ๆ เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่วังบางปะอินทั้งสองพระองค์ทรงห่วงใยในเรื่องทุกข์สุขของราษฎรโดยเฉพาะชาวพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับภัยจากน้ำท่วม ข้าวปลาเสียหายเกือบทุกปีติดต่อกันชาวอำเภอมหาราชประสบเคราะห์กรรมมากกว่าอำเภออื่น ๆ ทั้งหมดในจังหวัดเดียวกัน เพราะ ตั้งอยู่ในที่ลุ่ม พอถึงฤดูน้ำหลากข้าวในนาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำลพบุรีจะจมน้ำมองไม่เห็นข้าวเลยเห็นแต่น้ำขาวไปหมด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้รับสั่งให้ข้าราชการในสำนักออกตระเวนไปในท้องที่ต่าง ๆ ทุกตำบลและทุกอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสอบถามทุกข์สุขของราษฎรจึงมาพบตำบลน้ำเต้า ประชาชนยากจนมาก จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ เช่น พัฒนากร กลุ่มสนใจหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตร กลุ่มประมง กลุ่มทอผ้า ฯลฯ

กลุ่มทอผ้าที่ตั้งขึ้นนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานทั้ง กี่ สี เส้นด้าย และอุปกรณ์การย้อมทอทุกอย่าง โดยมีครูจากกองอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้อบรม และนางสนองพระโอษฐ์เป็นผู้ดูแลโครงการกลุ่ม ทอผ้า วัดน้ำเต้าก็ได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ . 2519 มีชื่อเรียกว่า “ โครงการทอผ้าในพระบรมราชินูปถัมภ์วัดน้ำเต้า ”

ในการทอผ้านั้น อุปกรณ์ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของพระราชทานทั้งสิ้น เมื่อ ทอผ้าได้แล้วสมเด็จ ฯ พระบรมราชินีทรงพระกรุณารับซื้อทั้งสิ้น ถึงแม้จะมีตำหนิ ผ้าที่ทอนั้น มีผ้าขาวม้า ผ้าริ้ว ผ้าชิ้น และผ้าลายดอกจอก หรือที่เรียกว่าผ้าดอกจอก

ลายดอกจอก เป็นศิลปลวดลายแบบไทยที่คิดขึ้นมาจากการเลียนแบบธรรมชาติมีทั้งลวดลายพรรณพฤกษา และลวดลายสัตว์ ลายพรรณพฤกษานั้น มีลายเครือเถา ลายก้านขด ลายดอกไม้ ใบไม้ เช่น ดอกชัยพฤกษ์ ดอกจอก เป็นต้น ลายดอกจอกนี้มีปรากฏอยู่เป็นลายเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก สมัยสุโขทัย ลายเหล่านี้ก็ได้มีอิทธิพลต่อการทอผ้าไทยด้วย ลายดอกจอกจึงนับว่าเป็นลายโบราณที่สมควรได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง

ประธานกลุ่มทอผ้าวัดน้ำเต้าคนปัจจุบันคือนางพยับ บุญเหลือ ได้เล่าว่า นางทับ อภิวันท์ ชาวบ้านน้ำเต้าซึ่งตอนนี้ได้ถึงแก่กรรมแล้ว เป็นคนแรกที่ได้ ทอผ้าลายดอกจอก นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายให้ทอดพระเนตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ผ้าดอกจอกไว้ที่วัดน้ำเต้าอำเภอมหาราชนี้เป็น แห่งเดียว

การทอผ้าดอกจอกนั้นใช้วิธีการการทอแบบ 7 ตะกอเพื่อทำให้เกิดลวดลายเหลี่ยมนูนคล้ายขนมดอกจอกบนผืนผ้า ลายจะมีลักษณะเนื้อหนา มีลวดลายโดดเด่นมีชายครุยที่สวยงาม ผู้ทอต้องมีประสบการณ์และมีความชำนาญในการเก็บตะกอและ คัดดอกระหว่างทอ ในอดีตชาวบ้านนิยมทอผ้าดอกจอกขึ้นเพื่อใช้นุ่งห่มในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า และผ้าขนหนู บัดนี้ผ้าดอกจอกได้พัฒนารูปแบบและลวดลายให้มีลายละเอียดสวยงามขึ้น และนำไปดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันนำไปทำเป็นผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมไหล่ออกงาน ตัดเย็บเป็นเสื้อคลุมสวยงาม สีที่ได้รับความนิยมมีสีครีม ขาว เหลือง ชมพู ฟ้า ผลิตภัณฑ์ผ้าดอกจอกนี้หาซื้อได้ที่ร้านจิตรลดาทั่วประเทศ

จากชาวบ้านที่ยากไร้ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ไม่มีอาชีพที่มั่นคง แต่ด้วยพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถกลุ่มทอผ้าของบ้านน้ำเต้า ได้มีอาชีพที่มั่นคง ขอเพียงแต่ให้มีความมานะพยายาม อดทนซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี เป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีอาชีพมีรายได้ก็จะประสบความสงบสุขร่มเย็น เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน และความภาคภูมิใจของชาวบ้านน้ำเต้า อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตลอดไป

กี่ทอผ้าและอุปกรณ์ส่วนสำคัญ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การทอผ้านั้นต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทอ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเรียกว่า กี่ทอผ้า กี่ทอผ้าด้วยแรงบังคับจากมนุษย์ เรียกว่า กี่ทอผ้าด้วยมือ ซึ่งอาจจะเป็นที่พื้นเมืองหรือกี่กระตุก ส่วยที่ใช้กำลังมอเตอร์เรียกว่า เครื่องจักรทอผ้า

กี่ที่ใช้ในการทอผ้านั้นมีอยู่ทั้งหมด 6 ชนิด ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ที่ที่ใช้ในโครงการทอผ้าบ้านน้ำเต้าใช้กี่กระตุก 3 แบบ คือ

1. กี่ทอผ้าที่ใช้การยกตะกอด้วยระบบลูกกรอก กี่พื้นบ้าน กี่ตั้งโต๊ะขนาดเล็ก หรือกี่ทอผ้าที่ส่งกระสวยพุ่งด้วยมือ ซึ่งประสิทธิภาพในการผลิตช้ามาก ใช้ยกตะกอด้วยระบบลูกกรอก หรือคันยกตะกอคู่ ผ้าที่สามารถทอได้ คือ ผ้าพื้น ผ้าริ้ว - ตา ผ้าที่มีลวดลายไม่เกิน 4 ตะกอ

2. กี่ทอผ้าที่ใช้การยกตะกอระบบลูกกลิ้ง กี่กระตุกเป็นกี่ที่ใช้การยกตะกอระบบลูกกลิ้ง ซึ่งในประเทศไทยเราใช้กันอยู่แพร่หลาย และมีข้อจำกัดที่ต้องทอผ้ามีลวดลายหรือยกตะกอขึ้นลงแบบสมดุล เช่น ผ้าลายขัด การยกตะกอจะต้องยกขึ้น 1 ตะกอ และลง 1 ตะกอ ผ้าที่มีลวดลาย 4 ตะกอ 6 ตะกอ 8 ตะกอ ก็จะต้องยกขึ้นและลงอย่างครึ่ง

3. กี่ทอผ้าที่ใช้การยกตะกอระบบคันยกและคันกด กี่ทอผ้าระบบนี้เป็นระบบสากลสามารถทอผ้าที่มีลวดลายต่าง ๆ กันได้มากมาย ยิ่งถ้าเราหันมาทดลองใช้ตะกอแบบสำเร็จรูปแล้ว จะทำให้การออกแบบลวดลายโครงสร้างการเขียนแผนการร้อย เส้นด้ายเข้าและเหยียบเท้าเพื่อยกและกดตะกอ และการทอ สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสามารถเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว จึงใคร่ขอแนะนำระบบนี้ซึ่งได้ทดลองใช้งานในโครงการศิลปชีพและกลุ่มอาชีพทอผ้าต่าง ๆ แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง สามารถทอผ้าที่มีลวดลายได้ถึงหลายตะกอ

ตัวกี่ทอผ้าประกอบด้วยชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่สำคัญดังนี้

1. โครงกี่ ทำหน้าที่ยึดและติดตั้งส่วนประกอบต่าง ๆ ใหอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและทำงานได้

2. ม้วนด้ายยืน - ม้วนผ้า ทำหน้าที่ม้วนเส้นด้ายยืนเพื่อไว้ใช้ทอตามจำนวนต้องการและ “ ม้วนผ้า ” ใช้สำหรับม้วนผ้าที่ทอแล้ว

3. ฟันหวี ใช้กำหนดจำนวนเส้นด้ายยืนต่อหน่วยความกว้างที่กำหนดเป็นเบอร์ เช่น ฟันหวีเบอร์ 40 ในความกว้าง 1 นิ้ว จะมีช่องฟันหวี 20 ช่องและเมื่อร้อยเส้นด้ายเข้าไปในช่องหวี ช่องฟันหวีละ 2 เส้นจะมีเส้นด้ายรวม 40 เส้นต่อ 1 นิ้ว

4. ตะกอ คือส่วนที่ทำหน้าที่บังคับเส้นด้ายที่ร้อยอยู่ในตาหรือรูของตะกอ ให้ขึ้นลงสลับกันไปตามลักษณะของลายโครงสร้างผ้าที่กำหนด

อุปกรณ์ยกตะกอระบบต่าง ๆ

1. ลูกรอกและคันยกตะกอคู่

2. ลูกกลิ้ง

3. คันยกและคันกด

4. ยกลายชิด ยกตีนจก

5. ด๊อกบี้

6. แจ็กการ์ด

เครื่องทอผ้าประกอบด้วยโครง ใช้สำหรับยึดส่วนต่าง ๆ ที่เป็นอุปกรณืในการทอผ้าไว้ประกอบด้วย

1. กี่

2. ฟืม

3. เขาหูก

4. ไม้ม้วนผ้าและหลักม้วนผ้า

5. ไม้สำหรับนั่งเวลาทอผ้า

6. คานแขวน

7. ด้ายยืน

8. กระสวย

9. ไม้แกนม้วนด้ายยืน

10. ผ้าที่ทอแล้วม้วนไว้ที่ไม้

11. หลอดด้ายพุ่ง

12. ไม้เหยียบสำหรับดึงเส้นด้ายให้ขึ้นลง

13. ผัง

ขั้นตอนการทอผ้า

การทอผ้าด้วยมือระบบไทยและระบบสากล มีการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ พร้อมทั้งกรรมวิธีและขั้นตอนการผลิตที่แตกต่างกัน ดังนี้

ผ้าที่ต้องการผลิต

ออกแบบ หรือ ลอกแบบ

คำนวณวัตถุดิบ

ต้ม - ฟอก - ย้อม - ลงแป้ง

ระบบไทย กรอด้าย ระบบสากล

เดินด้ายยืน ผูกโยงตะกอ - เท้าเหยียบ เดินด้ายยืน - ม้วน ตรวจ - ตกแต่ง

ร้อยเข้าฟันหวี เตรียมด้ายพุ่ง ร้อยเข้าตะกอ

หวีและม้วน ทอเป็นผืนผ้า ร้อยเข้าฟันหวี

ตรวจเส้นด้าย ( จัดตำเเหน่งตะกอ ) ตรวจ - ตกแต่ง ผูกโยงตะกอ - เท้าเหยียบ

เก็บตะกอ เตรียมด้ายพุ่ง

ทอเป็นผืนผ้า

การคำนวณเส้นด้าย

การคำนวณเส้นด้ายหมายถึง การคำนวณปริมาณเส้นด้ายที่จะนำมาใช้การทอซึ่งจะนิยมคำนวณหาน้ำหนัก และในการนี้เบอร์ของเส้นด้ายจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะนำมาใช้เป็นสูตรของการคำนวณดังกล่าว เส้นด้ายที่นิยมใช้เรียกหรือนับกันแพร่หลายในบ้านเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ เบอร์เส้นด้ายที่ได้จากการปั่นเส้นใยสั้น เช่น ด้ายฝ้าย ไหมปั่น ด้ายผสมใยสังเคราะห์และเบอร์เส้นด้ายที่ได้จากการสาวหรือผลิตจากใยยาง เช่น ใยไหม ใยโปลีเอสเตอร์ ใยสังเคราะห์ จากโปรตีนหรือเซลลูโลส

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวอย่างผ้า

ตัวอย่างผ้าที่มีขนาดกว้างและยาวระหว่าง 2” * 3” ถึง 3” * 5” หรือมีลักษณะลวดลายครบ 1 รอบ ซึ่งจะรวมทั้ง 1 รอบ ของสีด้ายยืนและด้ายพุ่งด้วย จึงสามารถวิเคราะห์แยกรายละเอียดข้อมูลได้ดังนี้

1. ชนิดของเส้นด้ายยืน - ด้ายพุ่ง

2. วิเคราะห์หาเบอร์เส้นด้ายโดยประมาณที่ใกล้เคียงทั้งด้ายยืนและด้ายพุ่ง โดยดึงเส้นด้ายออกมาเปรียบเทียบกับเบอร์ทั่ว ๆ ไป

3. จากข้อ 1 ให้นำเส้นด้ายดังกล่าวหมุนคลายเกลียวดูว่าเป็นเกลียวซ้ายหรือเกลียวขวาหรือว่ามีเส้นด้ายตีเกลียวคู่ หรือควบมากกว่า 2 เส้นขึ้นไป

4. นับจำนวนเส้นด้ายยืน - ด้ายพุ่ง ต่อ 1 ตารางนิ้วโดยเฉลี่ย โดยใช้แว่นขยายลายผ้า

5. นับจำนวนเส้นด้ายยืน - ด้ายพุ่งใน 1 รอบสี ในกรณีที่มีการสลับสี

6. ถ่ายทอดลายจากตัวอย่างลงบนกระดาษกร๊าฟโดยใช้แว่นขยาย พร้อมทั้งเขียนแผนการร้อยตะกอ การเหยียบเท้าหรือยกตะกอ และรายละเอียดอื่น ๆ ถ้ามี

7. จากข้อ 5 จะได้ข้อมูลของเส้นด้ายยืน - ด้ายพุ่งต่อ 1 ตอน หรือ 1 รอบของดอกหรือลาย

8. ประมาณความกว้างของหน้าผ้ามาตรฐานการใช้สอย

9. ระบุการร้อยฟันหวีเพราะอาจมีการร้อยฉบับพิเศษนอกจากร้อยช่องฟันละ 2 เส้น

10. ประมาณเบอร์ฟันหวีที่ใช้

11. ระบุประเภทของกี่และอุปกรณ์ที่จะใช้ทอ

12. ถ้าเป็นตัวอย่างผ้าที่สั่งทอโดยกำหนดจำนวนความยาวและความกว้างของผ้าไว้ก็จะใช้ข้อมูลอันนี้ไว้คำนวณวัสดุที่จะใช้ทอประมาณโดยไม่ต้องใช้ข้อมูลจากข้อ 8

การเตรียมด้ายยืนหรือเส้นยืน

หลังจากการปั่นใส่หลอดเรียบร้อยแล้วก็จะนำด้ายเหล่านั้นไปใส่เครื่องเดินด้วย ซึ่งมีราวสำหรับบรรจุหลอดด้ายลงแคร่สำหรับเดินด้ายต่อไป ราวนี้มีขนาดใหญ่สามารถบรรจุหลอดด้ายประมาณ 200 หลา และแคร่สามารถบรรจุเส้นยืนได้ยาว 200 หลา เมื่อเดินเส้นด้ายเสร็จแล้วก็จะปลดเอาด้ายออกมาจากแคร่และขมวดให้เป็นลูกโซ่เพื่อป้องกันมิให้เส้นด้ายยุ่ง นำเก็บสำหรับหวีต่อไป ซึ่งเรียกว่าการเดินด้าย หรือจะใช้วิธีเดินด้ายโดยไม่ใช้เครื่องก็ได้

การร้อยฟันหวีและการหวีด้าย

การหวีด้ายคือการแผ่เส้นจากลักษณะที่เป็นกำอยู่ให้กระจายออกเป็นเเผ่นเรียบเสมอกันแล้วม้วนเก็บเข้าแกนของกงพันสำหรับตั้งบนกี่ต่อไป จากนั้นจะต้องเอาปลายด้านหนึ่งของกำเส้นยืนเข้ากับฟันหวี ซึ่งมีฟันหวีและส่วนกว้างเท่ากับความต้องการแล้วผูกเข้ากับแกนของกงพันม้วนด้าย ในการหวีด้ายจำเป็นที่จะต้องใช้ ผู้ปฏิบัติอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งม้วนกงพัน อีกคนใช้พันหวี หวีด้ายให้เรียบร้อยและสม่ำเสมอกัน และนำไปขึงบนกี่สำหรับเก็บตะกอต่อไป

การนำด้ายขึงบนกี่

เมื่อเรานำด้ายที่หวีด้ายเรียบร้อยแล้วความยาวตามความต้องการนำเอามาขึ้นกี่ที่จะใช้ในการทอผ้า ปลายด้ายด้านหนึ่งม้วนเข้ากับเครื่องม้วนด้ายยืนด้านหน้าและปลายด้ายด้านติดกับฟืมม้วนเข้ากับไม้ม้วนผ้าด้านหลัง

การเก็บตะกอ

การเก็บตะกอด้าย หมายถึงการที่เรานำด้ายที่จะทอขึงขึ้นบนกี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเก็บตะกอ โดยการเก็บลวดลายหรือแบบที่เราจะทอตามที่ต้องการผูกเข้ากับเท้าเหยียบให้เรียบร้อยก่อน เมื่อเก็บตะกอตามแบบที่เราต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มการทอผ้าได้เลย

การเตรียมด้ายพุ่งหรือเส้นพุ่ง

นำด้ายฝ้ายที่จะใช้ในการทอผ้าตามลวดลายที่ต้องการแล้วมาเข้าเครื่องกรอด้ายเข้ากับหลอดหลายให้มีจำนวนมากตามจำนวนที่เราต้องการใช้ในการทอผ้าสำหรับ ด้ายพุ่ง

การทอผ้า

หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสองพวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายพวกหนึ่งเรียกว่าเส้นด้ายยืน และอีกพวกเรียกว่าเส้นด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืนจะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่า ลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลายสวยงามและแปลกตา

เมื่อขึงด้ายเข้ากับกี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ใช้กระสวยซึ่งบรรจุเอาหลอดด้ายใส่ไว้ในร่องของกระสวยสำหรับสอดเส้นด้ายในแนวขวาง ( พุ่ง) การสอดก็จะต้องสอดกลับไปกลับมาอยู่เสมอเวลาสอด 1 ครั้งก็ต้องเหยียบ 1 ครั้ง และใช้ฟืมกระทบจัดให้ เข้ากันเพื่อคัดเส้นด้ายให้แน่นเข้ามือยืนไปไม่ถึงก็ปลดเส้นด้ายที่ขึงก่อนแล้วม้วนเข้าไปในไม้ม้วนผ้าจะตึงทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อไปจนกระทั่งเสร็จแล้วจึงเอาม้วนผ้าที่ทอได้ออกก็เป็นอันเสร็จสิ้นการทอผ้านั้น